คลังเก็บป้ายกำกับ: อะโดบี

โปรแรง Photography Plan จากอะโดบี พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล 20 GB

โปรแรง Photography Plan จากอะโดบี พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล 20 GB
Appdisqus Team

อะโดบีเอาใจช่างภาพ ผู้หลงใหลงานรีทัชและจัดการภาพถ่ายด้วย Photography Plan ให้ได้ใช้ซอฟแวร์ลิขสิทธิ์แท้ Photoshop และ Lightroom จากอะโดบี ในราคาเพียงเดือนละ 304.95 บาท พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล 20 GB บนระบบคลาวด์

ช่างภาพ สายรีทัช ครีเอทงานสร้างสรรค์ ไม่ควรพลาดกับโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปีจากอะโดบีสำหรับแผน Adobe Creative Cloud Photography จ่ายเพียงเดือนละ 304.95 บาท ได้ทั้งหมด 4 โปรแกรมให้ไปใช้งานทั้งเดสก์ท็อปและ iPad ได้แก่ Lightroom CC, Lightroom Classic, Photoshop และ Photoshop Express อัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอด ทั้งยังช่วยผู้ใช้ปรับปรุงการถ่ายภาพ และแต่งภาพด้วยการนำเสนอคอนเทนต์แบบ interactive และวิดีโอที่แปลกใหม่และน่าสนใจด้วย Lightroom 

เพียงเดือนละ 304.95 บาท เท่านั้น! จัดความคุ้มค่าตั้งแต่ วันนี้ – 4 ธันวาคม 65 เท่านั้น!! 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ลิงก์  https://www.adobe.com/th_th/creativecloud/photography.html?sdid=V6NZKNB3&mv=display 

ข้อดีของ Photography Plan มีอะไรบ้าง?

  • 1 Account ใช้ได้ 2 เครื่อง (อีเมลเดียวกัน) 
  • ได้พื้นที่ 20 GB เก็บไฟล์บน Cloud (หรือ 1TB หากอัพราคา 761.84 บาท/เดือน)
  • สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม:
    • บทช่วยสอนทีละขั้นตอน
    • สิทธิการใช้งาน Adobe Portfolio ที่สามารถสร้าง Portfolio สมัครงานได้เลย
    • Adobe Fonts นำฟอนต์สวยๆ มาใช้งานได้อย่างถูกลิขสิทธิ์
    • สมาชิก Behance, หนึ่งใน Social Network ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากทั้งนักพัฒนา นักออกแบบกราฟิก และครีเอทีฟทั่วโลก
    • สิทธิการใช้งาน Creative Cloud Libraries
    • สิทธิการเข้าถึงฟีเจอร์ล่าสุด

 

ข่าว: โปรแรง Photography Plan จากอะโดบี พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล 20 GB มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/adobe-photography-plan-with-20-gb-storage/

หุ้น Adobe ร่วง หลังเอาเงินไปซื้อแพลตฟอร์มดีไซน์ Figma สุงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญฯ

Adobe ประกาศเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า บริษัทกำลังเข้าซื้อเจ้าของซอฟต์แวร์ดีไซน์ Figma ด้วยดิลมูลค่ามากถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งในรูปเงินสดและหุ้น ทำให้หุ้น Adobe เองร่วงตุ๊บไป 17% ถือเป็นการร่วงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010

สำหรับ Figma นั้น ก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 2012 ในฐานะซอฟต์แวร์สำหรับงานดีไซน์ที่เปิดให้บริการผ่านคลาวด์ ให้ทีมงานหลายคนทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ เติบโตจนเป็นคู่แข่งที่เบียดกับบริการ Adobe XD มาตลอด และล่าสุดก็ทำมูลค่าบริษัทขึ้นมาอยู่ระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในการระดมทุนปี 2021

ผู้ร่วมลงขันหุ้นบริษัทไฟแรงอย่าง Figma นั้นเต็มไปด้วยสถาบันรายใหญ่ ทั้ง Index Ventures, Greylock Partners, และ Kleiner Perkins และคาดว่า Figma จะทำรายได้มากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีนี้ อ้างอิงจากแหล่งข่าวคนใกล้ชิดฝ่ายการเงินที่ให้ข่าวกับทาง CNBC

Adobe ออกมายืนยันว่า รายรับประจำปีของ Figma จะพุ่งเกิน 400 ล้านดอลล์แน่นอนเมื่อถึงสิ้นปี 2022 นี้ หมายความว่า Adobe ตั้งใจจะจ่ายเงินซื้อเป็นมูลค่าสูงกว่ารายได้ของ Figma ถึง 50 เท่า พร้อมมีแผนจะผสานฟีเจอร์จาก Illustrator, Photoshop, Premiere Pro เข้าไปด้วย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/adobe-shares-plunge-on-deal-to-acquire-design-platform-figma/

หุ้น Adobe ร่วง หลังเผยตัวเลขประมาณการณ์ทั้งปีต่ำกว่าที่คาด

หุ้น Adobe ร่วงลงกว่า 5% ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว หลังผู้ผลิตซอฟต์แวร์ดีไซน์ยักษ์ใหญ่รายนี้คาดผลประกอบการทั้งปีว่าน่าจะได้ต่ำกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์คาดหวัง แม้ตัวเลขที่ทำได้ก่อนหน้าจะไม่พลาดเป้าก็ตาม

โดยในแง่ของผลกำไร (Earnings) Adobe ทำได้เฉลี่ยที่ 3.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น เมื่อเทียบกับตัวเลข 3.31 ของเหล่านักวิเคราะห์อย่าง Refinitiv ขณะที่ด้านยอดขายรวม (Revenue) ทำได้มากถึง 4.39 พันล้านเหรียญฯ เทียบกับตัวเลข 4.34 ของนักวิเคราะห์

ประเด็นคือ การที่ Adobe ปรับลดตัวเลขประมาณการณ์ทั้งปีงบประมาณมาอยู่ที่ผลกำไร 13.50 ดอลลาร์ฯ ต่อหุ้น กับยอดขายรวมมาอยู่ที่ 17.65 พันล้านดอลลาร์ฯ ทั้งๆ ที่ตัวเลขจากเหล่านักวิเคราะห์คือ 13.66 และ 17.85 ตามลำดับ

ทั้งๆ ที่ช่วงธันวาคม Adobe ออกมาคาดการณ์ที่ 13.70 และ 17.90 ด้วยซ้ำ บริษัทอ้างการลดตัวเลขคาดการณ์นี้ว่าเป็นผลจากสงครามยูเครน และอัตราแลกเปลี่ยนกับยูโรที่ฟอร์เวิร์ดไว้แล้วเป็นผลเสียกว่า 175 ล้านเหรียญฯ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – CNBC

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/adobe-shares-move-lower-after-full-year-projections-fall-short/

Adobe เริ่มแสดงการแจ้งเตือนบนวินโดวส์ 10 ให้ถอนการติดตั้ง Flash Player แล้ว

จากที่ Flash Player จะสิ้นสุดอายุการใช้งานอย่างเป็นทางการในสิ้นปีนี้ ทำให้ Adobe เริ่มแสดงการแจ้งเตือนบนคอมพิวเตอร์วินโดวส์เพื่อแนะนำให้ผู้ใช้ถอนการติดตั้ง Flash Player

โดยตอนที่ติดตั้งตัวแฟลชเพลเยอร์นั้นจะมีการสร้างทาส์กที่กำหนดเวลารันไว้ชื่อ ‘Adobe Flash Player PPAPI Notifier’ ซึ่งจะรันคำสั่งดังต่อไปนี้: “C:\Windows\SysWOW64\Macromed\Flash\FlashUtil32_32_0_0_465_pepper.exe” -update pepperplugin

เมื่อรันคำสั่งแล้ว จะขึ้นการแจ้งเตือนที่เนื้อหาเป็นการขอบคุณผู้ใช้ที่เลือกใช้งาน Adobe Flash Player จากนั้นก็แนะนำให้ถอนการติดตั้งโปรแกรมด้วยเหตุผลที่สิ้นสุดอายุการใช้งานแล้ว ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ใช้คอนเท็นต์ที่เป็นแฟลชอยู่บนคอมพิวเตอร์

เราก็แนะนำให้ถอนการติดตั้ง Flash Player ตอนนี้ดีกว่าแทนที่จะรอจนกว่าโปรแกรมจะหยุดทำงาน ทั้งนี้ Flash Player ถือเป็นโปรแกรมที่สร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมาตลอด และหลายเว็บไซต์ก็ได้เลิกใช้งานตั้งแต่ Adobe เริ่มประกาศกำหนดการหมดอายุใช้งานตั้งแต่ปี 2017 แล้ว

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/adobe-now-shows-alerts-in-windows-10-to-uninstall-flash-player/

Adobe เชื่อแบรนด์จะเดินหน้าปรับกลยุทธ์ ตอบรับวิถีใหม่ในโลกธุรกิจ

แม้หลายแบรนด์ยังคงระวังตัวจากมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ขณะเดียวกันก็มีหลายแบรนด์ที่ปรับตัวธุรกิจอย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้บริโภคเองก็รู้สึกดีกับแบรนด์ ทาง Adobe จึงได้ทำผลสำรวจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ความกังวลและสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในช่วงล็อกดาวน์

  • COVID-19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตและกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภค โดยผู้บริโภคกว่าสามในห้า (67%) มีความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบโดยรวมของการแพร่ระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสุขภาพ (73%), ผลกระทบต่อการทำงาน (40%) และภาวะเศรษฐกิจ (36%)  โดยทั่วไปแล้ว คนรุ่น Millennial (72%) มีความกังวลใจมากกว่าคนรุ่น Gen Z (58%), เบบี้บูม (62%) และ Traditionalist (48%)
  • ผู้บริโภคเกือบทั้งหมด (95%) ที่ตอบแบบสอบถามพร้อมที่จะรอให้มีการยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมด แต่มีเพียง 61% ที่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคอยากที่จะกลับไปใช้ชีวิตปกติตามเดิม  ส่วนผู้บริโภคชาวจีนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการข้อจำกัดอย่างต่อเนื่องมีจำนวนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  โดยรวมแล้ว ผู้บริโภคในเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) ต้องการรอให้มีการยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมด ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกของผู้บริโภคในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ 

ผู้บริโภคมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

  • จากผลการสำรวจพบแนวโน้มความใส่ใจต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อเรื่องของการดูแลบุคลากร (77%)  อย่างไรก็ดี แบรนด์ต่างๆ ยังคงต้องพัฒนาปรับปรุงในส่วนนี้อีกมาก โดยมีผู้บริโภคเกินกว่าครึ่งหนึ่งเล็กน้อยเท่านั้น (54%) ที่เห็นด้วยว่าแบรนด์ต่างๆ ดำเนินการอย่างเพียงพอในการดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน  ส่วนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีความเห็นแบ่งเป็นสองขั้วในเรื่องนี้ กล่าวคือ คนกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับเรื่องของการดูแลบุคลากรน้อยกว่าคนกลุ่ม Millennial
  • ผู้บริโภคเกือบสามในสี่ (73%) คิดว่าแบรนด์ต่างๆ จำเป็นที่จะต้องนำเสนอข้อมูลการตลาดในลักษณะที่สอดคล้องกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน เช่น กรณีของโควิด-19  ทั้งนี้ผู้บริโภคในจีน (80%) และอินเดีย (83%) มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้มากกว่าประเทศอื่นๆ  นอกจากนั้น โดยทั่วไปแล้วผู้บริโภคยังรู้สึกว่าแบรนด์ต่างๆ มีหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจังหรือให้ข้อเสนอพิเศษแก่ลูกค้าในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้  นักการตลาดในจีน (94%) และอินเดีย (94%) ให้ความสำคัญกับเรื่องของหน้าที่ดังกล่าวมากที่สุด ส่วนอันดับสุดท้ายคือออสเตรเลีย (82%)  สำหรับในสหรัฐฯ เกือบสี่ในห้า (78%) ของนักการตลาดที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าแบรนด์ต่างๆ มีหน้าที่ดำเนินการดังกล่าว

ยังไม่ใช่จุดจบของห้างร้านทั่วไป

  • ในช่วงที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ ผู้บริโภค 58% ซื้อสินค้าทางออนไลน์บ่อยครั้งมากขึ้น ขณะที่สามในสี่ (74%) ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าในอนาคต โดยผู้บริโภคในอินเดียและสิงคโปร์มีความตั้งใจในเรื่องดังกล่าวมากที่สุด  และแน่นอนว่าคนรุ่นใหม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าในอนาคตมากกว่าคนรุ่นเก่าซึ่งต้องการคงพฤติกรรมแบบเดิมเอาไว้
  • ถึงแม้จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ผู้บริโภคเกือบสามในสี่ (70%) ต้องการที่จะเลือกซื้อสินค้าประเภทของชำด้วยตนเอง ขณะที่ราวครึ่งหนึ่งเลือกใช้บริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน (47%) และ 17% ใช้วิธีสั่งซื้อทางออนไลน์แล้วไปรับของที่ร้าน  สำหรับสินค้าทุกประเภท คนรุ่นใหม่และคนเมืองชอบที่จะใช้บริการจัดส่งถึงบ้าน ขณะที่คนรุ่นเก่าชอบไปเลือกซื้อที่ร้านโดยตรง ยกเว้นสินค้าประเภทสื่อ  นอกจากนี้ จากทุกประเทศที่ทำการสำรวจ พบว่าผู้บริโภคในออสเตรเลียชอบที่จะไปเลือกซื้อสินค้าที่ร้านสำหรับสินค้าทุกประเภท

นำเสนอข้อมูลในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

  • ดูเหมือนว่านักการตลาดจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในแง่ของการทำให้ผู้บริโภคยังคงรู้สึกดีต่อแบรนด์ในช่วงเวลาที่เกิดการแพร่ระบาด โดยนักการตลาดส่วนใหญ่รู้สึกว่าการสื่อสารขององค์กรมีลักษณะที่จริงใจ (94%) และสอดรับกับความรู้สึกของลูกค้า (92%)  นอกจากนี้ ผู้บริโภคกว่าครึ่งหนึ่ง (55%) พบว่าข้อมูลอัพเดตเรื่องโควิด-19 ที่เกี่ยวเนื่องกับแบรนด์เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ และ 69% ต้องการให้มีข้อมูลอัพเดตลักษณะนี้ในอนาคต
  • ความถี่ในการนำเสนอข้อมูล และการตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงได้รับทราบข้อมูลที่ต้องการในจังหวะเวลาที่เหมาะสมถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก  ทั้งนี้ผู้บริโภคสองในสามเห็นด้วยว่าแบรนด์ต่างๆ สื่อสารข้อมูลในระดับที่เหมาะสม และที่น่าสนใจก็คือ เกือบหนึ่งในห้า (16%) เชื่อว่าแบรนด์ต่างๆ สื่อสารข้อมูลไม่เพียงพอ  ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะยกเลิกการสมัครรับข้อมูลทางอีเมลมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับใช้แนวทางแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้ากลุ่มต่างๆ

วางแผนสำหรับการดำเนินการในระยะยาว

  • เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างหลากหลายของลูกค้า องค์กรส่วนใหญ่จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในระยะยาวเผื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะกินเวลาเกินกว่าหนึ่งปี (79%) และยังเปลี่ยนแปลงแนวทางสำหรับกิจกรรมด้านการตลาดในอนาคต (82%)  ที่จริงแล้ว นักการตลาดขององค์กรต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวมากกว่านักการตลาดในสหรัฐฯ  การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ได้แก่ การเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นสำหรับการทำตลาด (75%), การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหลักในการทำตลาด (58%) และการปรับเปลี่ยนการจัดสรรทรัพยากรสำหรับพื้นที่ต่างๆ (47%)
  • แบรนด์ต่างๆ ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการสื่อสารข้อมูลเรื่องโควิด-19 ต่อสาธารณชน โดยนักการตลาดเกือบสามในสี่ (71%) ระบุว่าองค์กรของตนได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจด้านโควิด-19 เพื่อจัดการเกี่ยวกับแคมเปญการตลาดและการนำเสนอข้อมูล  ทั้งนี้นักการตลาดในออสเตรเลีย (55%) และสิงคโปร์ (67%) มีแนวโน้มที่จะจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจน้อยกว่า ขณะที่นักการตลาดในจีน (81%) และอินเดีย (80%) มีแนวโน้มที่จะดำเนินการดังกล่าวมากกว่า  ในทางตรงกันข้าม ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของนักการตลาดในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ระบุว่ามีการจัดตั้งทีมงานพิเศษสำหรับเรื่องนี้  การจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจด้านโควิด-19 ก่อให้เกิดผลดีอย่างชัดเจน โดยนักการตลาดส่วนใหญ่ในเอเชียแปซิฟิก รู้สึกว่า กิจกรรมด้านการตลาด/การสื่อสารขององค์กรมีลักษณะจริงใจ (94%) และสอดรับกับความรู้สึกของลูกค้า (92%)
  • การศึกษานี้ดำเนินการโดยบริษัทวิจัย Advanis สำหรับอะโดบี โดยสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค 4,001 คนในบางประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย และสิงคโปร์ รวมถึงนักการตลาด 1,200 คนในจีน อินเดีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ในช่วงระหว่างวันที่ 1 – 17 มิถุนายน 2563

แม้ว่าทางอะโดบีจะบอกตัวเลขรายได้ผลประกอบการไม่ได้ เพราะอีก 2 สัปดาห์จะเป็นช่วงของการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ในมุมของอะโดบีพบว่ามีธุรกิจยุคใหม่ในกลุ่ม B2B ให้ความสนใจใช้งานบริการสินค้าในกลุ่ม อะโดบี คลาวด์และเอ็กซ์พีเรียน ส่วนกลุ่ม B2B และ B2C ก็สนใจโซลูชั่นประเภทครีเอทีฟเยอะขึ้น ทำให้เป็นโอกาสของบริษัทในการเข้าถึงลูกค้าเหล่านี้

รวมทั้งจุดแข็งของอะโดบีคือการเข้าไปช่วยพาร์ทเนอร์ในการพัฒนารูปแบบคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งวัดผลการเข้าถึงของลูกค้าได้ด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมาทางอะโดบีก็เป็นพาร์ทเนอร์กับลูกค้าหลายรายไม่ว่าจะเป็น The1, KBTG, SCB เป็นต้น

ความสามารถในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ของธุรกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเหมาะสมและเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานให้เป็นที่ประทับใจจึงเป็นโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งหน้าเก่าและใหม่

from:https://www.thumbsup.in.th/adobe-believe-business-change-after-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=adobe-believe-business-change-after-covid

Adobe ปล่อยอัพเดตด้านความปลอดภัยสำหรับ Illustrator, Bridge, และ Magento

ทาง Adobe ได้ออกตัวอัพเดทฉุกเฉินด้านความปลอดภัย ที่แก้ปัญหาช่องโหว่ร้ายแรงบนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ 3 ตัวได้แก่ Adobe Illustrator, Bridge, และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Magento

สำหรับ Illustrator นั้น ได้มีการอุดช่องโหว่ร้ายแรง 5 รายการบน Adobe Illustrator 2020 สำหรับวินโดวส์ ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดในนามของผู้ใช้ขณะนั้นได้ โดยเวอร์ชั่นที่ได้รับผลกระทบได้แก่ 24.0.2 หรือเวอร์ชั่นที่เก่ากว่า

ส่วน Adobe Bridge มีการแก้ปัญหาช่องโหว่ระดับร้ายแรงมากถึง 14 รายการ และระดับสำคัญอยู่ 3 รายการ ที่มีความเสี่ยงเปิดช่องให้รันโค้ด Arbitrary และทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้ สำหรับเวอร์ชั่นที่โดนหางเลขคือ 10.0.1 หรือเก่ากว่า

ทางด้าน Magento นั้น ตัวอัพเดทได้ออกมาครอบคลุมทั้งรุ่น Magento Commerce และแบบ Open Source โดยมีช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ระดับร้ายแรง 6 รายการ ระดับสำคัญ 4 รายการ และระดับปานกลาง 3 รายการด้วยกัน

ที่มา : GBHackers

from:https://www.enterpriseitpro.net/critical-security-updates-released-for-adobe/

ช่างภาพฟ้อง Adobe ฐานปล่อยบั๊กที่ทำให้ข้อมูลกว่า 2.5 แสนดอลลาร์ฯ หาย

ช่างถ่ายภาพวิดีโออิสระ Dave Coope ยื่นฟ้อง Adobe ในข้อหาที่มีปัญหาบนซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอชื่อดัง Premiere Pro จนทำให้ไฟล์งานที่สั่งสมมาหลายปีของเขาโดนลบเกลี้ยงแบบถาวร โดยอธิบายกับศาลว่าสาเหตุมาจากตัวอัพเดทของโปรแกรมเวอร์ชั่น 11.1.0 เมื่อเมษายนปีที่แล้ว

ประเด็นคือบั๊กดังกล่าวที่เกิดกับกลไกการจัดการไฟล์นั้น ดันไปลบไฟล์วิดีโอกว่า 1 แสนไฟล์ที่มีความยาวรวมกันกว่า 500 ชั่วโมง มูลค่ารวมกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งๆ ที่ตัวซอฟต์แวร์เองไม่ควรมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่แรก

อโดบี้กล่าวว่าฟีเจอร์ล้างแคชของซอฟต์แวร์ที่ออกมาเพื่อช่วยเคลียร์พื้นที่บนดิสก์หลังจากที่มีการแคชข้อมูลสำรองปริมาณมหาศาลระหว่างแก้ไขวิดีโอ แต่ทาง Cooper ยืนยันว่าโดนล้างข้อมูลมากกว่าแคชที่โปรแกรมสร้าง โดยลามไปถึงเอกสารและข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่โดนลบ “แบบถาวร” แม้จะไม่ได้อยู่โฟลเดอร์ Media Cache หรือโฟลเดอร์ย่อยภายใน

เขากล่าวด้วยว่า ถ้าไฟล์ที่โดนลบมีแค่ไฟล์ที่เคยแก้ไขผ่าน Premiere Pro ก็ยังพอทำใจได้ แต่นี่เล่นลบหมดแม้แต่วิดีโอที่ไม่เคยยุ่งกับผลิตภัณฑ์ของอโดบี้ด้วย จึงเป็นเหตุสำคัญให้เขาต้องฟ้องร้องครั้งนี้ แถมยังได้ยินว่าไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อปัญหาดังกล่าวส่วนทางฝั่งอโดบี้ที่รีบออกแพ็ตช์เวอร์ชั่น 11.1.1 ก็กล่าวว่าได้แก้ปัญหานี้แล้ว แต่แนะนำให้แยกไฟล์วิดีโอต้นฉบับออกห่างๆ จากโฟลเดอร์ Media Cache เพื่อความปลอดภัย

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/videographer-sues-adobe-premiere-pro-data-bug/

ระวังตัวอัพเดต Adobe Flash ปลอม ที่จะติดตั้งมัลแวร์แอบขุดเหมืองแทน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Palo Alto Networks ตรวจพบการระบาดของตัวอัพเดตปลอมที่ทำทีเป็นโปรแกรม Flash ของ Adobe ที่กระจายอยู่ตามเว็บ และแพร่เชื้อบนเครื่องเหยื่ออย่างต่อเนื่อง โดยตัวอัพเดตปลอมนี้แอบติดตั้งบอทขุดเหมืองชื่อ XMRig แทน

โดยช่วงตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา พบตัวอัพเดตกว่า 113 รายการที่มีการติดตั้งมัลแวร์บนคอมพิวเตอร์ของเหยื่อไปแล้ว มัลแวร์นี้คอยแอบผลาญทรัพยากรซีพียูในการขุดเหมืองเงินสกุล Moneroซึ่งการทำงานของตัวอัพเดตปลอมนี้มีหน้าตาเหมือนกับของจริงจากอโดบี้เป๊ะๆ แถมยังอัพเดตแฟลชเพลเยอร์ของจริงให้ด้วยจนไม่ทำให้ระแวงสงสัย

ประเด็นคือปลอมตั้งแต่ตัวแจ้งเตือนที่ยืมมาจากอโดบี้แท้ แต่ลิงค์ไปยัง URL หน้าเว็บปลอมของแฮ็กเกอร์แทน ทำให้โหลดตัวอัพเดตอันตรายนี้มาติดตั้งบนเครื่องได้โดยไม่เฉลียวใจ แถมมัลแวร์ขุดเหมืองนี้ยังทำงานเงียบมากจนสังเกตได้ยาก รวมทั้งแพร่กระจายไปบนเครือข่ายปัจจุบันอย่างเงียบๆ ด้วย

การผสานเทคนิคการโจมตีของมัลแวร์แอบขุดเหมือง และการฝังมัลแวร์ผ่านตัวอัพเดตแฟลชเข้าด้วยกันนี้ถือเป็นมิติใหม่ของอันตรายทางไซเบอร์ที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ระหว่างติดตั้งตัวอัพเดตปลอมนั้น โอเอสจะมีฟ้องว่าซอฟต์แวร์ดูไม่น่าจะมาจากผู้ผลิตจริง จึงทำให้ผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคหรือได้รับการอบรมประมาณหนึ่งจะฉุกคิดและลดความเสี่ยงที่จะโดนมัลแวร์นี้เล่นงานได้

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/fake-flash-update-cryptomining-malware/

ปี 2020 ทาง Adobe เตรียมหยุดซัพพอร์ต Flash อย่างสมบูรณ์

ล่าสุด ยักษ์ใหญ่เครือซอฟต์แวร์แต่งภาพมืออาชีพอย่าง Adobe ได้ประกาศกำหนดสิ้นสุดการซัพพอร์ต Flash ที่เป็นปลั๊กอินบราวเซอร์ด้านมัลติมีเดียซึ่งอยู่คู่คนทำเว็บมานานหลายสิบปี ที่เต็มไปด้วยความอืด ความแฮ็งค์ และช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบฟองน้ำยังอาย ภายในปี 2563 นี้

นั่นหมายความว่าจะไม่มีการอัพเดตตัว Flash Player อีก หลังจากหลายบราวเซอร์ดังต่อคิวประกาศเลิกซัพพอร์ต ตั้งแต่ Chrome, Internet Explorer และ Edge, จนมาถึง Firefox นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังประกาศจะปิดการทำงานของเกมบนเฟซที่ใช้แฟลชภายในปี 2563 พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้พัฒนาเปลี่ยนไปใช้ฟอร์แมทอื่นแทนด้วย

อโดบี้กล่าวแบบนางเอกว่า “เราได้เห็นความต้องการที่จะพัฒนาคอนเท็นต์แบบอินเทอร์แอคทีฟ ซึ่งขณะนั้นไม่มีฟอร์แมทไหนรองรับความต้องการเหล่านี้ เราจึงทุ่มคิดค้นขึ้นมาทั้ง Flash และ Shockwave” (ความทรงจำดิฉันเมื่อตอนอนุบาลยังเรียกกันว่า Macromedia Flash/Shockwave อยู่เลย) “ก่อนที่หลังจากนั้นจะมีการพัฒนาฟอร์แมทที่เป็นรากฐานของมาตรฐานเปิด และมีชุมชนสนับสนุนกว้างขวางจนกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่บนเว็บในปัจจุบัน”

สำหรับผู้ที่ยังยึดติดกับแฟลช (กูเกิ้ลวิเคราะห์ว่ามีเว็บไซต์ทั่วโลกถึง 17%) ก็มีการผลักดันให้เริ่มวางแผนเปลี่ยนมาใช้ฟอร์แมทใหม่ๆ อย่าง HTML5 และ WebGL กันได้แล้ว ซึ่งจะทำให้เหล่านักพัฒนาระบบความปลอดภัยยิ้มแก้มปริ เมื่อมองจากสถิติช่องโหว่บนแฟลชที่แฮ็กเกอร์ใช้ประโยชน์นับครั้งไม่ถ้วนในช่วงนี้

ที่มา : https://www.theregister.co.uk/2017/07/25/flash_nahuh_internets_screen_door_gone_for_good_by_2020/

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7500