คลังเก็บป้ายกำกับ: หูฟัง

7 หูฟังเกมมิ่งรุ่นเด็ดรับปี 2023 โดนเอาไว้เล่นเกมก็เพลินฟังเพลงก็อิ่ม!!

ปี 2023 นี้มีหูฟังเกมมิ่งเด็ดๆ ให้เลือก เล่นเกมดีฟังเพลงมันส์ทั้งคู่

7 หูฟังเกมมิ่ง 2023 1

หูฟังแบบเฮดโฟนเป็นหูฟังเกมมิ่งยอดนิยมในใจเกมเมอร์เพราะดีไซน์นำเสนอความเป็นเกมเมอร์แถมยังมีฟีเจอร์เด็ดๆ จากทางผู้ผลิตช่วยเสริมคุณภาพเสียงให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะไดรเวอร์ที่จำลองเสียง 7.1 แชนแนลได้ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ บางรุ่นมีไฟ RGB หรือเชื่อมต่อได้หลากหลายแบบ ทั้ง USB 2.4GHZ Dongle, Bluetooth หรือสายหูฟัง 3.5 มม. ก็ได้ และผู้ผลิตก็มีโปรแกรมปรับแต่งเสียงให้ได้ตามสไตล์และรสนิยมของผู้ใช้ได้ตามชอบ ซึ่งยังไม่รวมเรื่องดีไซน์, ฟีเจอร์เฉพาะของหูฟังแต่ละรุ่น ฯลฯ ในส่วนนี้ก็จะมีรายละเอียดอีกหลายอย่างให้ผู้ใช้ต้องดูเพิ่มเติมอีกมากมายเลย

Advertisementavw

นอกจากตัวหูฟังแล้ว ไมค์ติดหูฟังเกมมิ่งหลายๆ รุ่นก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฟีเจอร์ยืนพื้นก็หนีไม่พ้นการตัดเสียงรบกวนและบางแบรนด์อาจยกฟีเจอร์จากไมค์แยกมาใส่ให้คุณภาพเสียงดีขึ้นและยังตั้งสไตล์เสียงที่ชอบได้, ได้รับการการันตี Discord Certified, Teamspeak Certified ว่าไมค์นี้คุณภาพดีเสียงชัด ใช้กับโปรแกรมพูดคุยยอดนิยมของเกมเมอร์ได้เป็นอย่างดี และบางรุ่นยังติดตั้งชิป DAC พิเศษไว้ใช้ฟังเพลงโดยเฉพาะให้คุณภาพเสียงดีระดับ Hi-Res ฟังเพลงได้เต็มอิ่มถูกใจใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

หูฟังเกมมิ่ง

อย่างไรก็ตาม วิธีการเลือกเกมมิ่งเฮดโฟนให้โดนใจนั้นจะต้องคิดถึงเรื่องแพลตฟอร์มว่าจะใช้กับพีซีหรือเครื่องคอนโซลรุ่นไหน? จะต่อแบบมีหรือไม่มีสายเพราะถ้ามีสายก็จะใช้กับพีซี โน๊ตบุ๊คหรือแท็บเล็ตก็ได้แต่ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันนี้หลายๆ รุ่นไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม. แล้ว ก็ต้องมีตัวแปลงหรือที่คนเล่นหูฟังเรียกว่า “DAC หางหนู” เตรียมเอาไว้ แต่ถ้าเป็นแบบไร้สายและมี Bluetooth ก็ไม่ต้องกังวลเพราะใช้งานได้ทุกอุปกรณ์แน่นอนแต่ก็ต้องหมั่นชาร์จแบตเตอรี่เป็นระยะๆ และถ้าเล่นเกมเสียงก็อาจจะดีเลย์ได้เช่นกัน ซึ่งถ้าใครต้องการทราบวิธีเลือกหูฟังเกมมิ่งแบบละเอียดสามารถอ่านในบทความนี้ได้

สรุปสเปค 7 หูฟังเกมมิ่งน่าโดน จัดของดีเอาไว้ยังไงก็คุ้ม! เล่นเกมก็สนุก ดูหนังก็เพลิน ฟังเพลงก็อิ่มหู!

homescreenify wHmI7P5EC5A unsplash

สเปค 7 หูฟังเกมมิ่ง Driver Microphone  Connectivity Platform

Software

ราคา
(บาท)
HyperX Cloud Alpha S ไดนามิคขนาด 50 มม. จำลองเสียง 7.1 แชนแนล

ตอบสนองความถี่ 10Hz~23kHz

Bi-Directional พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน USB PC, PlayStation 4

HyperX NGENUITY

3,990
Razer Barracuda X (2022) Razer TriForce ขนาด 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

Razer HyperClear รับเสียงแบบ Cardioid, Unidirectional

ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

USB-C Wireless 2.4GHz

Bluetooth 5.2

สายหูฟัง 3.5 มม.

PC, PlayStation, Android, iOS

Razer Audio

Razer Synapse 3

3,990
Logitech G Pro X PRO-G ขนาด 50 มม. จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล

ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

DTS Headphone:X 2.0

Blue VO!CE รับเสียงแบบ Cardioid

ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

USB, สายหูฟัง 3.5 มม. Windows

Logitech G HUB

4,890
ASUS ROG Delta S 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz
จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล

ติดตั้งชิป Hi-Fi DAC และ Amp
ESS9281 Pro มา 4 ตัว

ไมค์ Unidirectional

ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

AI-Noise Cancelling

Discord Certified

Teamspeak Certified

USB-A

USB-C

PC, macOS, Nintendo Switch, PlayStation 5

Armoury Crate

6,990
SteelSeries Arctis Nova 7 แม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

Nova Acoustic System
จำลองเสียงแบบ 360° Spatial Audio

ClearCast Gen 2 รับเสียงแบบ Bidirectional

ตอบสนองความถี่ 100~6,500Hz

AI Noise-Cancelling

Bluetooth

USB 2.4GHz

USB-C

Windows, macOS, Nintendo Switch, Android, iOS, Meta Quest 2

SteelSeries Engine
Sonar Audio Software Suite

8,990
Sony INZONE H9 แม่เหล็กนีโอไดเมียม 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 5Hz~20kHz

360° Spatial Audio

ไมค์บูม Bidirectional
ตอบสนองความถี่ 100~8,000Hz

Discord Certified

Bluetooth 5.0

USB 2.4GHz

USB-C

Windows, PlayStation, Android, iOS

INZONE Hub

8,990
JBL Quantum One ไดรเวอร์ 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz

JBL QuantumSPHERE 360

 Spatial Sound

Hi-Res Audio

ไมค์บูมพร้อมฟีเจอร์ Active Noise Cancelling

Discord Certified

สายหูฟัง 3.5 มม., USB Windows, macOS, Xbox Series X|S, PlayStation 5, Nintendo Switch, VR

JBL Quantum Engine

9,990

7 หูฟังเกมมิ่งตัวเด็ดประจำปี 2023 เล่นเกมก็ดีฟังเพลงก็เลิศ!

หากเกมเมอร์คนไหนใช้หูฟังเกมมิ่งมาสักพักแล้วอันเก่าเริ่มเสียงเริ่มไม่ดีหรือจะซื้อเพิ่มเอาตัวเก่ามาทิ้งไว้ที่ออฟฟิศแล้วเอาตัวใหม่มาใช้ที่โต๊ะคอมเกมมิ่งที่บ้านล่ะก็ ผู้เขียนได้เลือก 7 รุ่นเด็ดน่าใช้น่าลงทุนมาให้เลือกกัน โดยมีรายชื่อรุ่นดังนี้

  1. HyperX Cloud Alpha S (3,990 บาท)
  2. Razer Barracuda X (2022) (3,990 บาท)
  3. Logitech G Pro X (4,890 บาท)
  4. ASUS ROG Delta S (6,990 บาท)
  5. SteelSeries Arctis Nova 7 (8,990 บาท)
  6. Sony INZONE H9 (8,990 บาท)
  7. JBL Quantum One (9,990 บาท)
1. HyperX Cloud Alpha S (3,990 บาท)

เกมมิ่งเฮดโฟนตัวแรกที่ราคาไม่แพงและได้ฟีเจอร์ค่อนข้างครบเครื่องเป็น HyperX Cloud Alpha S โดยฟีเจอร์เด่นของหูฟังนี้เป็นเรื่องไดรเวอร์เสียงแบบ HyperX Dual Chamber ที่ทางบริษัทออกแบบพื้นที่ช่องเสียงแยกเป็น 2 ชุดสำหรับเสียงกลางและสูงและลดอาการ Distort ได้เสียงเบสที่ดีและมีปุ่มรีโมตคอนโทรลปรับรูปแบบเสียงได้ตามต้องการติดมาให้ ตัวไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 10Hz~23kHz ได้เสียงแบบ 16-bit จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล มีสวิตช์ปรับเลื่อนระดับเสียงเบสได้ 3 ระดับตามใจผู้ใช้ ปรับแต่งเสียงได้ด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY ไมค์เป็นแบบ Bi-Directional พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและถอดออกได้เมื่อไม่ใช้งาน เชื่อมต่อเข้ากับ PC และ PlayStaion 4 ได้ด้วยสาย USB เส้นเดียวเท่านั้น หากใครหาหูฟังดีๆ เอาไว้เล่นเกมแล้วไม่แพงมากก็มาเริ่มกับ HyperX ตัวนี้ก่อนได้เลย

สเปคของ HyperX Cloud Alpha S
Driver ไดนามิคขนาด 50 มม. จำลองเสียง 7.1 แชนแนล

ตอบสนองความถี่ 10Hz~23kHz
ได้เสียงแบบ 16-bit

Microphone Bi-Directional พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน
Connectivity USB
Platform

Software

PC, PlayStation 4

HyperX NGENUITY

Price 3,990 บาท (HyperX Shopee Mall)
2. Razer Barracuda X (2022) (3,990 บาท)

barracuda

หูฟังเกมมิ่งรุ่นถัดมาเป็นของแบรนด์งูเขียวที่ทำตลาดเกมมิ่งเกียร์มายาวนานอย่าง Razer Barracuda X (2022) โดยหูฟังตัวนี้จะใช้งานแบบมีหรือไร้สายก็ได้ด้วย USB-C Wireless 2.4GHz, Bluetooth 5.2 หรือสายหูฟัง 3.5 มม. ก็ได้จึงเชื่อมต่อได้หลากหลายไม่ว่าจะ PC, PlayStation, Android, iOS ก็สะดวก ไดรเวอร์หูฟังเป็น Razer TriForce ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz พร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน Razer HyperClear รับเสียงแบบ Cardioid, Unidirectional ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz ฝังแบตเตอรี่เอาไว้ในตัว ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 50 ชั่วโมง มีแอพฯ Razer Audio ให้โหลดมาใช้งานทั้งใน App Store และ Google Play เพื่อปรับ EQ เสียงและปรับโหมดการใช้งานได้ตามต้องการ มีฟังก์ชั่น Touch Conntrol และสวิตช์ให้กดตั้งค่าเสียงที่ตัวหูฟังได้ด้วย หากใครหาเกมมิ่งเฮดโฟนตัวเดียวใช้งานได้หมดทุกแพลตฟอร์ม ไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อนล่ะก็ Razer Barracuda X (2022) ตัวนี้เป็นรุ่นน่าใช้ จ่ายทีเดียวแล้วจบเลย

สเปคของ Razer Barracuda X (2022)
Driver Razer TriForce ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz
Microphone Razer HyperClear รับเสียงแบบ Cardioid, Unidirectional
ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz
Connectivity USB-C Wireless 2.4GHz, Bluetooth 5.2, สายหูฟัง 3.5 มม.
Platform

Software

PC, PlayStation, Android, iOS

Razer Audio, Razer Synapse 3

Price 3,990 บาท (Razer Shopee Mall)
3. Logitech G Pro X (4,890 บาท)

logitech 1

Logitech G Pro X เป็นเกมมิ่งเฮดโฟนจากแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลกที่ไม่ควรมองข้าม โดยหูฟังนี้เชื่อมต่อด้วยสาย USB, สายหูฟัง 3.5 มม. ได้ไดรเวอร์ PRO-G ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล รองรับ DTS Headphone:X 2.0 ติดไมค์คอนเดนเซอร์ Blue VO!CE รับเสียงแบบ Cardioid ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz มาให้และถ้าไม่ใช้งานก็สามารถถอดออกได้ ปรับแต่งเสียงหูฟังและไมค์ได้ด้วยโปรแกรม Logitech G HUB ได้ ปรับแต่ง EQ และเสียงของไมค์ได้ตามต้องการและทางบริษัทก็แถม USB DAC มาให้ จัดว่าครบเครื่องทีเดียวและถ้าใครเน้นเล่นเกม FPS สามารถสมัครและติดตั้งโปรแกรม Immerse by Embody มาใช้จำลองทิศทางเสียงได้ตามต้องการ และส่วนตัวผู้เขียนได้เขียนรีวิวรุ่นที่เชื่อมต่อด้วย LIGHTSPEED USB 2.4GHz ไปแล้ว หากใครสนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่ และ Logitech G Pro X ตัวนี้เป็นหูฟังรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเป็นส่วนตัวอีกด้วย

สเปคของ Logitech G Pro X
Driver PRO-G ขนาด 50 มม. จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล

ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

DTS Headphone:X 2.0

Microphone Blue VO!CE รับเสียงแบบ Cardioid
ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz
Connectivity USB, สายหูฟัง 3.5 มม.
Platform

Software

Windows

Logitech G HUB

Price 4,890 บาท (Logitech Shopee Mall)
4. ASUS ROG Delta S (6,990 บาท)

hero

เมื่อพูดถึงเกมมิ่งเกียร์และเกมมิ่งเฮดโฟนแล้ว ASUS ROG Delta S จากแบรนด์ขวัญใจเกมเมอร์ก็น่าซื้อน่าสนใจมาก โดยหูฟังเกมมิ่งตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลายแพลตฟอร์มไม่ว่าจะ PC, macOS, Nintendo Switch, PlayStation 5 ก็ใช้งานได้ โดยเชื่อมต่อผ่าน USB-A, USB-C ก็ได้ ติดตั้งชิป Hi-Fi DAC และ Amp รุ่น ESS9281 Pro มาถึง 4 ตัว ทำให้เสียงตอนฟังเพลงได้คุณภาพระดับ Hi-Res ใช้ฟังเพลงและเล่นเกมได้ดีทั้งคู่ ไดรเวอร์มีขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล มีไมค์ Unidirectional ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz กับระบบ AI-Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนภายนอก ได้รับการรับรอง Discord Certified, Teamspeak Certified การันตีคุณภาพของมันภายในตัว มีปุ่มปรับความดังของเสียงที่ตัวหูฟังและกด Mute ไมค์และปรับไฟ RGB ได้ ใช้โปรแกรม Armoury Crate ปรับแต่งตัวหูฟังได้ด้วย ดังนั้นถ้าใครหาหูฟังเอาไว้ฟังเพลงและเล่นเกมดีๆ สักตัวหนึ่งล่ะก็ ROG Delta S นี้จัดว่าน่าใช้มาก และยังมีรุ่นพิเศษ EVA Edition ให้แฟนคลับอนิเมชั่นเรื่อง Neon Genesis Evangelion ได้ซื้อไปใช้หรือเก็บสะสมด้วย

สเปคของ ASUS ROG Delta S
Driver 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz
จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล

ติดตั้งชิป Hi-Fi DAC และ Amp
ESS9281 Pro มา 4 ตัว

Microphone ไมค์ Unidirectional ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

AI-Noise Cancelling

Discord Certified, Teamspeak Certified

Connectivity USB-A, USB-C
Platform

Software

PC, macOS, Nintendo Switch, PlayStation 5

Armoury Crate

Price 6,990 บาท (ASUS Shopee Mall)
5. SteelSeries Arctis Nova 7 (8,990 บาท)

arctis nova 7 black pdp tiles smp d.png 1920x700 crop scale optimize subsampling 2 1

หูฟังเกมมิ่งไร้สาย SteelSeries Arctis Nova 7 ถือเป็นอีกรุ่นที่น่าใช้มาก โดยมันมีระบบ Nova Acoustic System ใช้จำลองเสียงแบบ 360° Spatial Audio เสียงถือว่ามีคุณภาพสูง ใชัฟังเพลงและเล่นเกมได้ดี เชื่อมต่อได้ด้วย Bluetooth, USB 2.4GHz หรือ USB-C ก็ได้ เชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Nintendo Switch, Android, iOS และ Meta Quest 2 ได้ ใช้งานได้นาน 38 ชั่วโมง ชาร์จไว 15 นาที ใช้งานได้ 6 ชั่วโมงเต็ม ติดตั้งไมค์ ClearCast Gen 2 รับเสียงแบบ Bidirectional พร้อมระบบ AI Noise-Cancelling ตอบสนองความถี่ 100~6,500Hz ปรับแต่งตัวด้วยโปรแกรม SteelSeries Engine กับ Sonar Audio Software Suite ได้ ตัวไดรเวอร์เป็นแม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz หากเกมเมอร์คนไหนหาหูฟังเกมมิ่งไร้สาย ฟังเพลงดีเล่นเกมเพลินเอาไว้ใช้สักตัว Arctis Nova 7 ตัวนี้จัดว่าน่าสนใจมากเพราะใช้งานได้สะดวกแถมยังใช้ดูหนังฟังเพลงได้ดีแน่นอน

สเปคของ SteelSeries Arctis Nova 7
Driver แม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม.
ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

Nova Acoustic System
จำลองเสียงแบบ 360° Spatial Audio ได้

Microphone ClearCast Gen 2 รับเสียงแบบ Bidirectional
มีระบบ AI Noise-Cancelling
ตอบสนองความถี่ 100~6,500Hz
Connectivity Bluetooth, USB 2.4GHz, USB-C
Platform

Software

Windows, macOS, Nintendo Switch, Android, iOS, Meta Quest 2

SteelSeries Engine
Sonar Audio Software Suite

Price 8,990 บาท (SteelSeries Shopee Mall)
6. Sony INZONE H9 (8,990 บาท)

3079b76b7065e47d3713234d917992f6 1

แบรนด์อารยธรรมในใจใครหลายๆ คนอย่าง Sony มีหูฟังเกมมิ่ง Sony INZONE H9 ซึ่งออกแบบมาเน้นใช้งานแบบไร้สายด้วย Bluetooth 5.0, USB 2.4GHz กับเครื่อง Windows, PlayStation, Android, iOS เป็นหลักและชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 32 ชั่วโมง ชาร์จไว 10 นาที ใช้งานได้ 60 นาที ดีไซน์หูฟังเป็นแบบปิดมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนจากภายนอก ให้ไดรเวอร์แม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม. ทำงานได้เต็มที่ ตอบสนองความถี่ 5Hz~20kHz รองรับเสียงแบบ 360° Spatial Audio มีไมค์บูมแบบ Bidirectional ตอบสนองความถี่ 100~8,000Hz ได้รับการรับรอง Discord Certified แล้ว ตัวหูฟังติดชุดควบคุมเอาไว้ได้แก่ปุ่มเปิดปิดการตัดเสียงรบกวน, เพิ่มลดเสียง, ปรับสมดุลย์ระหว่างเสียงในเกมและเสียงโปรแกรมแชต, โหมด Bluetooth และเปิดปิดไมค์ เรียกว่ามาครบเครื่องพร้อมใช้งาน ตั้งค่าหูฟังโดยละเอียดได้ในโปรแกรม INZONE Hub และถ้าสังเกตจะเห็นว่าหูฟังนี้ตอบสนองความถี่ย่านกว้างจึงเหมาะจะใช้ฟังเพลงและเล่นเกมอย่างแน่นอน ถ้าเกมเมอร์คนไหนหาหูฟังเกมมิ่งเอาไว้ใช้เพื่อความบันเทิงรอบด้านล่ะก็ INZONE H9 ถือว่าน่าลงทุนมาก

สเปคของ Sony INZONE H9
Driver แม่เหล็กนีโอไดเมียม 40 มม.
ตอบสนองความถี่ 5Hz~20kHz 

360° Spatial Audio

Microphone ไมค์บูม Bidirectional
ตอบสนองความถี่ 100~8,000Hz

Discord Certified

Connectivity Bluetooth 5.0, USB 2.4GHz, USB-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ 10 นาทีใช้ได้ 60 นาที ใช้งานได้นานสุด 32 ชั่วโมง
Platform

Software

Windows, PlayStation, Android, iOS

INZONE Hub

Price 8,990 บาท (Progadgetonline Shopee Mall)
7. JBL Quantum One (9,990 บาท)

JBL Quantum ONE Lifestyle2

หูฟังเกมมิ่งรุ่นสุดท้ายจากแบรนด์ชั้นนำด้านหูฟังและลำโพงอย่าง JBL Quantum One แม้ราคาจะสูงสักนิด แต่ด้านคุณภาพเสียงและความบันเทิงจัดว่าหายห่วงโดยเฉพาะเกมเมอร์หรือคนชอบฟังเพลงน่าจะตกหลุมรักมันได้ง่ายๆ โดยตัว Quantum One ติดตั้งไดรเวอร์ 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz มาให้ มีฟีเจอร์ JBL QuantumSPHERE 360 รองรับเสียง Spatial Sound, Hi-Res Audio ไมค์บูมที่ได้รับการรับรอง Discord Certified พร้อมฟีเจอร์ Active Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนและถอดเก็บได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานและมีปุ่มควบคุมหูฟังติดตั้งมาให้ เชื่อมต่อกับ Windows, macOS, Xbox Series X|S, PlayStation 5, Nintendo Switch และ VR ได้ด้วยสายหูฟัง 3.5 มม., USB ตั้งค่าตัวหูฟังได้ด้วยโปรแกรม JBL Quantum Engine ทั้งเสียงและไฟ RGB แถมยังตั้งค่าเสียงแยกตามโปรไฟล์ของผู้ใช้ได้อีกด้วย ถ้าใครหาหูฟังเกมมิ่งที่ใช้ฟังเพลงได้ดีด้วยก็ขยับมาซื้อ JBL Quantum One ตัวนี้ไปจะดีสุด

สเปคของ JBL Quantum One
Driver ไดรเวอร์ 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz

JBL QuantumSPHERE 360
รองรับเสียง Spatial Sound, Hi-Res Audio

Microphone ไมค์บูมพร้อมฟีเจอร์ Active Noise Cancelling

Discord Certified

Connectivity สายหูฟัง 3.5 มม., USB
Platform

Software

Windows, macOS, Xbox Series X|S, PlayStation 5, Nintendo Switch, VR

JBL Quantum Engine

Price 9,990 บาท (JBL Shopee Mall)

brandon green aiWjNA46Urc unsplash

หูฟังเกมมิ่งถือเป็นเกมมิ่งเกียร์ที่สำคัญมากไม่แพ้เมาส์คีย์บอร์ด ยิ่งใครเล่นเกม Co-op กับเพื่อนบ่อยๆ ยิ่งน่าลงทุนกับหูฟังดีๆ เอาไว้ ยิ่งถ้าไดรเวอร์ดีฟังชัดจับทิศทางได้ว่าศัตรูมาจากทางไหนและมีไมค์เสียงคมไว้สื่อสารกับเพื่อน ก็ช่วยพลิกนาทีสำคัญให้เอาชนะในเกมนั้นๆ ได้อย่างแน่นอน ยังไงก็ตามหูฟังเกมมิ่งก็เป็นอุปกรณ์ที่มีรสนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากเล่นเกมแล้วก็ต้องใช้ดูหนังฟังเพลงอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครสนใจหูฟังตัวไหนอยู่ นอกจากอ่านรีวิวแล้วแนะนำให้ไปทดลองฟังเสียงสักนิดว่าโทนเสียงของหูฟังรุ่นนั้นๆ ถูกใจเราหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อก็ไม่สาย


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 2gamineheadphone 1

HyperX Cloud Alpha

HyperX Cloud Stinger

from:https://notebookspec.com/web/684207-7-recommend-gaming-headphone-2023

หูฟังไร้สายมีกี่แบบ ข้อดี ข้อเสียของแต่ละแบบเป็นอย่างไร

ในยุคที่หูฟังไร้สายได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจนได้รับการพัฒนามาอยู่ในรูปแบบ Form Factor ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ก็ในแต่รูปแบบก็มีข้อดี ข้อเสียที่ไม่เหมือนกันสักทีเดียว ในวันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลหูฟังไร้สาย 6 ชนิดที่มักเห็นผ่านหน้าร้านค้าออนไลน์กันบ่อย ๆ รวมทั้งมีรายละเอียดข้อดี และข้อเสียของหูฟังชนิดนั้น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเลือกซื้อหูฟังไร้สายนั่นเอง

หูฟังไร้สาย Neckband

หูฟังไร้สายแบบ Neckband เป็นแบบที่ได้รับความนิยมในยุคแรก ๆ จนตอนนี้ก็เริ่มค่อย ๆ หายไปกันบ้างแล้ว ลักษณะเด่นของหูฟังไร้สายแบบ Neckband นั้นจะมีสายคล้องคอ (แล้วทำไมถึงเรียกว่าหูฟังไร้สายกันนะ?) หรือก้านพลาสติกแข็งพาดคอ ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างหูฟังด้านซ้าย และด้านขวาให้อยู่ติดกัน และมักจะมาพร้อมกับแผงปุ่มคอนโทรลเพิ่มลดเสียงอยู่ที่สายฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าแผงนี้แหละจะเป็นที่สำหรับใส่แบตเตอรี่ และแผงวงจรเชื่อมต่อ Bluetooth นั่นเอง

ข้อดีของหูฟังไร้สาย Neckband

  • มั่นคง ไม่ต้องกลัวหล่นหาย เวลาเราใส่ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวเยอะ ๆ ก็สามารถปรับสายให้แน่นขึ้นให้กระชับศีรษะได้ ถ้าหากหูฟังเกิดหลุดออกจากหูระหว่างทำกิจกรรม หูฟังก็จะห้อยอยู่อย่างนั้นไม่หล่นลงไปที่พื้น ลดโอกาสสูญหาย และเสียหายจากการกระแทกพื้นด้วย
  • ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานกว่า เพราะแบตเตอรี่หูฟังไร้สายแบบ Neckband มีอยู่แค่ที่แผงคอนโทรลที่เดียว จนสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายสิบชั่วโมงจนกว่าแบตจะหมด ต่างจากหูฟัง True Wireless ที่แยกแบตเล็ก ๆ ไว้ที่หูฟัง 2 ข้าง ซึ่งทำให้ฟังได้ไม่กี่ชั่วโมงต้องเอาเข้ากล่องชาร์จแล้ว
  • ราคาถูก เพราะขั้นตอนการผลิตมีความซับซ้อนน้อยกว่าหูฟังไร้สายชนิดอื่น ๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกกว่า และขายได้ในราคาดีกว่าหูฟังอื่น ๆ

ข้อเสียหูฟังไร้สาย Neckband

  • พกพายาก เพราะเนื่องจากว่าหูฟังยังมีสายอยู่ทำให้เราต้องหากล่องมาใส่ตัวหูฟังเพิ่ม จะโยนลงไปในกระเป๋าเลย สายก็อาจจะไปพันกับสิ่งของจนสร้างความเสียหายต่อหูฟังได้อีก ถ้าหากเป็นรุ่นแบบก้านพลาสติกแข็งพาดคอแล้ว ก็ยิ่งสร้างความลำบากในการจัดเก็บเข้าไปอีก เพราะเราไม่สามารถพับก้านของมันได้ ทำให้เปลืองหน้าที่กระเป๋ามากขึ้น และเสี่ยงต่อการแตกหักด้วย
  • มีเสียงรบกวนจากสายหูฟัง เวลาที่เรานำหูฟังไปใส่วิ่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือเสียงรบกวนจากสายหูฟังที่กระทบกับผิวหนังของเราจนเกิดเป็นเสียงที่สร้างความหงุดหงิดเล็ก ๆ ได้
  • มีสายเป็นจุดอ่อน สายคือจุดอ่อนของหูฟัง Neckband เพราะเมื่อไหร่ที่เผลอพลาด กระชากแรง ๆ แล้วสายเกิดขาด หรือหักใน อาจต้องทิ้งสถานเดียว จะเปลี่ยนเฉพาะข้างที่เสียก็ไม่ได้เพราะหูฟังมีสายเป็นตัวเชื่อมกัน

หูฟังไร้สาย True Wireless

หูฟังไร้สายแบบ True Wireless หรือ TWS เป็นหูฟังที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากหูฟังไร้สายแบบ Neckband นี่แหละ ซึ่งรูปทรงก็เป็นไปตามชื่อเรียกของมันเลย เพราะมันไม่มีสายให้กวนใจเลยจริง ๆ หูฟัง TWS จะแยกชิ้นหูฟังเป็นสองข้าง มาพร้อมกล่องเก็บหูฟังที่มีแบตเตอรี่ สามารถชาร์จได้ทุกครั้งที่เก็บหูฟังทั้งสองข้างเข้าไปในกล่อง

ข้อดีของหูฟังไร้สาย True Wireless

  • กะทัดรัด พกพาง่าย หูฟังไร้สาย TWS มักจากมาพร้อมเคสชาร์จขนาดเล็กที่สามารถโยนลงกระเป๋าได้ โดยไม่เปลืองเนื้อที่
  • ออกแบบมาให้ใส่สบาย หูฟังไร้สาย TWS ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้ตรงกับรูปหูตามหลักการยศาสตร์มากที่สุด ทำให้ใส่แล้วรู้สึกสบาย ใส่ได้ตลอดวัน
  • ไม่มีสายเกะกะให้รำคาญใจ จะฟังเพลงไปออกกำลังกายไปได้ไม่อึดอัด มีอิสระกว่าเพราะไม่มีสายให้ต้องรู้สึกกวนใจ แถมยังหมดกังวลเรื่องเสียงรบกวนจากสายที่กระทบกับผิวหนังเวลาวิ่ง และยังกลบจุดอ่อนเรื่องสายหักในด้วย

ข้อเสียของหูฟังไร้สาย True Wireless

  • ระวังร่วงหาย กระแทกพื้นพัง! ถึงแม้ว่าหูฟัง True Wireless ส่วนใหญ่จะออกแบบถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ก็จริง แต่ก็ยังมีอีกหลายรุ่นที่มีเสียงบ่นจากผู้ใช้เรื่องปัญหาหล่นโดยไม่รู้ตัว หลุดออกจากหูง่าย ทำให้ต้องสูญเสียหูฟังอันเป็นที่รักไป หากใครที่คิดว่าจะซื้อไปใส่ฟังตอนออกกำลังกายอาจต้องลองหารุ่นที่เหมาะกับรูปหูตัวเอง จะได้ไม่หล่นหาย หรือตกกระแทกพื้นพังในตอนที่เราทำกิจกรรมโดยไม่รู้ตัว
  • การเชื่อมต่อแอบมึน หูฟังไร้สาย TWS นั้น มักจะมีปัญหาเชื่อมต่อหูฟังติดข้างเดียว ทำให้มีปัญหาวุ่นวายต้องเอาเข้าเอาออกกล่องเพื่อเชื่อมต่อใหม่ให้รำคาญใจกันอยู่บ่อย ๆ อีกทั้งเมื่ออยู่ในที่คนเยอะ ๆ อาจมีสัญญาณรบกวนทำให้การเชื่อมต่อขัดข้องได้
  • ฟังต่อเนื่องได้ไม่ค่อยนาน เพราะหูฟังไร้สาย TWS มีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้มีเนื้อที่ใส่แบตเตอรี่ลงไปในหูฟังทั้งสองข้างน้อย ทำให้ฟังเพลงต่อเนื่องได้เต็มที่ไม่เกิน 4 – 6 ชั่วโมง หรือรุ่นที่ฟังได้ติดต่อกัน 10 ชั่วโมงก็มักจะมีขนาดหูฟังที่ใหญ่ ซึ่งคนหูเล็กอาจจะใส่ได้ไม่ถนัด
  • ราคาแพง ถ้าอยากจะได้หูฟังไร้สาย TWS ที่เสียงดี ๆ ไว้ใจได้สักอันอาจจะต้องมีงบเริ่มต้นประมาณ 1500 บาท แต่ในขณะที่แบบหูฟัง Neckband สามารถหาซื้อยี่ห้อดัง ๆ เริ่มต้นแค่ประมาณ 700 บาทเท่านั้น หากใครมีงบที่ค่อนข้างจำกัด แต่อยากได้หูฟังไร้สายที่มีคุณภาพที่ดี อาจจะต้องลองมองหา Form Factor อื่นแทน

หูฟังไร้สาย Bone Conduction

หูฟังไร้สายเป็นหูฟังเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนการฟังจากหูฟังแบบเดิม ๆ ที่ต้องสอดหู กลายเป็นเพียงแค่ด้านเหน็บไว้ที่ด้านนอกของหู และจะให้วิธีการสั่นสะเทือนของกระดูกส่วนกะโหลกศีรษะส่งไปยังหูชั้นใน ทำให้เราได้ยินเสียงเพลงโดยไม่ต้องเอาสิ่งแปลกปลอมสอดเข้าไปในรูหูทั้งสิ้น

ข้อดีของหูฟังไร้สาย Bone Conduction

  • สะอาด ไม่ต้องกังวลเรื่องหูอักเสบ หรือขี้หูอุดตันจากการใส่หูฟัง เพราะหูฟังแบบ Bone Conduction จะไม่มีอะไรไปขวางทางไม่ให้ขี้หูของเราหลุดร่วงไปตามธรรมชาติ รวมถึงไม่ต้องคอยกังวลว่าเราจะยัดหูฟังที่อาจจะมีเชื้อโรคหมักหมมเข้าไปในรูหูเพื่อกระตุ้นอาการอักเสบของหูเราด้วย
  • ปลอดภัย เพราะในเมื่อไม่มีอะไรไปปิดส่วนรูหูของเราไว้ ทำให้เราได้ยินเสียงบรรยากาศรอบข้าง เวลาใส่วิ่งออกกำลังกาย หรือใส่ปั่นจักรยานตามท้องถนนก็จะได้ยินเสียงรถยนต์ที่อยู่ใกล้ ๆ หรือเสียงแตรรถ ได้ยินเสียงผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้
  • ดีสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน หูฟังไร้สายแบบ Bone Conduction สามารถช่วยผู้มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินที่หูชั้นนอก และหูชั้นกลาง เช่นผู้สูงอายุที่มีอาการหูตึง จะสามารถฟังเพลงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพราะคลื่นเสียงจากการสั่นสะเทือนจะถูกส่งไปที่หูชั้นในทันที
  • หลุดยาก ไม่ต้องกลัวว่าหูฟังจะหลุดออกมาง่าย ๆ ในขณะทำกิจกรรม เพราะหูฟังไร้สาย Bone Conduction มักจะมาในลักษณะหนีบระหว่างศีรษะไว้ ทำให้มั่นใจว่าหูฟังจะไม่หลุดขณะฟังให้เสียอารมณ์

ข้อเสียของหูฟังไร้สาย Bone Conduction

  • คุณภาพเสียงไม่ค่อยดี เพราะหูฟังแบบ Bone Conduction ใช้การสั่นเพื่อส่งคลื่นเสียงผ่านกระดูก ต่างจากหูฟังธรรมดาที่ส่งเสียงผ่านอากาศ ทำให้คุณภาพเสียงที่ได้มาอาจจะไม่สู้หูฟังไร้สายแบบปกติ เสียงทุ้ม และเสียงแหลมจะมีคุณภาพที่ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด สำหรับใครที่อยากได้หูฟังเสียงจัดเต็ม อาจจะต้องมองข้ามหูฟังไร้สายชนิดนี้ไป
  • ไม่เหมาะสำหรับคนรักความสงบ หากต้องการอยู่กับตัวเอง ตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยการสวมหูฟัง หูฟังไร้สาย  Bone Conduction อาจจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่เพราะเนื่องจากตัวหูฟังไม่มีการปิดในส่วนของรูหูเลย ทำให้เราได้ยินเสียงบรรยากาศรอบข้างแบบเต็ม ๆ ไม่มีการตัดเสียงรบกวนใด ๆ ทั้งสิ้น
  • มีเสียงเล็ดลอดรบกวนผู้อื่น ถือเป็นปัญหาของหูฟังไร้สายแบบ Bone Conduction ที่หลาย ๆ แบรนด์ชั้นนำพยายามที่จะพัฒนาหูฟังของตัวเองเพื่อกลบข้อด้อยจุดนี้อยู่ ถ้าหากไม่อยากให้คนที่นั่งข้าง ๆ รู้ว่าฟังอะไรอยู่ ก็อาจจะต้องพยายามหารุ่นที่มีเสียงเล็ดลอดน้อย ๆ นะ
  • ราคาแพง (มาก) หากจะเลือกซื้อหูฟัง Bone Conduction ของยี่ห้อที่เป็นผู้นำในด้านนี้ล่ะก็ อาจจะต้องกำเงินอย่างต่ำ ๆ เลยประมาณ 2,000 -3,000 บาท ซึ่งในราคานี้สามารถหาหูฟังไร้สายชนิดอื่นที่คุณภาพดี ๆ ได้เลยแหละ

หูฟังไร้สาย Over-Ear

หูฟัง Over-Ear หรือหูฟังทรงครอบหูที่มักจะมาในดีไซน์ที่ใหญ่ มีฟองน้ำปิดหูทั้งสองข้างแบบมิดชิด หูฟัง Over-Ear ถือเป็นหูฟังสุดคลาสสิคตลอดกาลที่ตอนนี้ได้พัฒนามาอยู่ในรูปแบบของหูฟังไร้สายแล้ว และในช่วงนี้ก็ดูเหมือนว่าจะกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย

ข้อดีของหูฟังไร้สาย Over-Ear

  • สวมใส่สบาย ด้วยดีไซน์ที่มาในลักษณะที่ครอบทั้งใบหู อีกทั้งยังมีการบุฟองน้ำนุ่ม ๆ รองรับหูทั้งสองข้างไว้ ทำให้สวมใส่ได้สบาย ถึงแม้จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่มากก็ตาม
  • เสียงดีสุด ๆ เพราะหูฟังมาพร้อมกับขนาดที่ใหญ่มาก ๆ สามารถใส่ไดรเวอร์ขับเสียงขนาดใหญ่ได้ ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ยิ่งใหญ่ สมจริง และมีเวทีเสียงที่กว้างมาก จึงเหมาะสำหรับการฟังเพลงสุด ๆ
  • กันเสียงรบกวนได้ดีเยี่ยม ฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ครอบไปทั้งใบหู สามารถกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี แถมเดี๋ยวนี้ในบางรุ่นยังมีโหมดตัดเสียง Active Noise Cancellation มาช่วยเสริมให้หูฟังไร้สาย Over-Ear ตัดเสียงรบกวนได้ดีมากขึ้นอีกด้วย
  • แบตเตอรี่ทนสุด ๆ หูฟังไร้สายแบบ Over-Ear ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ที่ใหญ่ตามขนาด ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์ในท้องตลาดก็ได้แข่งกันเคลมว่าหูฟัง Over-Ear ตนเองสามารถฟังได้นานถึง 15 – 48 ชั่วโมงติดต่อกันต่อการชาร์จ 1 ครั้งเลยทีเดียว ใครที่ขี้เกียจหยิบหูฟังมาชาร์จบ่อย ก็อาจจะเหมาะกับหูฟังไร้สาย Form Factor นี้

ข้อเสียของหูฟังไร้สาย Over-Ear

  • ไม่สบายในความสบาย ด้วยอากาศเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน การใส่หูฟัง Over-Ear ครอบหูไว้นาน ๆ อาจทำให้รู้สึกร้อน และมีเหงื่อสะสมบนหูฟังจนหลาย ๆ ครั้งส่งผลให้ฟองน้ำหูฟังเสื่อมก่อนวัยอันควร อีกทั้งยังทำให้ฟองน้ำหูฟังกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคด้วย
  • พกพายากมาก ถึงแม้ว่าหูฟังแบบ Over-Ear จะให้เสียงที่ดีกว่าหูฟังไร้สายชนิดอื่น ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยขนาดหูฟังที่ใหญ่โต และค่อนข้างมีน้ำหนักจนต้องใช้กระเป๋าขนาดใหญ่เก็บ จึงไม่เหมาะแก่การพกพาออกไปฟังนอกบ้านอย่างยิ่ง
  • ไม่ได้ยินเสียงภายนอก ด้วยความที่หูฟัง Over-Ear นั้นครอบหูแบบมิดชิด แถมยังมีฟองน้ำช่วยเก็บเสียงรบกวนอีก ทำให้เวลาเราใส่เดินตามท้องถนน เราอาจจะไม่ได้ยินเสียงต่าง ๆ รอบข้างซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่เราไม่คาดคิดได้

หูฟังไร้สาย On-Ear 

หูฟังไร้สายแบบ On-Ear เป็นหูฟัง Over-Ear ขนาดย่อส่วนที่เปลี่ยนจากการครอบใบหูแบบเต็ม ๆ มาวางไว้บนใบหูแทน ซึ่งทำให้ดีไซน์โดยรวมมีขนาดเล็กกว่าหูฟังแบบ Over-Ear อย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงจุดเด่นของหูฟังแบบ Over-Ear ไว้อย่างครบถ้วน

ข้อดีของหูฟังไร้สาย On-Ear

  • พกพาง่ายกว่าหูฟัง Over-Ear ด้วยความที่หูฟังไร้สายแบบ On-Ear มีขนาดที่เล็กลง แถมบางแบรนด์ยังดีไซน์ให้หูฟังตัวเองมีกลไกในการพับเก็บทำให้ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อยลง อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบากว่าเดิม ทำให้ง่ายต่อการพกพาไปฟังนอกบ้านมากขึ้นด้วย
  • เสียงดีไม่แพ้รุ่นใหญ่ เพราะหูฟังยังคงมาพร้อมกับขนาดที่เพียงพอต่อการยัดไดรเวอร์ขับเสียงขนาดใหญ่ ทำให้ยังได้คุณภาพเสียงที่ดี สมจริง และมีเวทีเสียงที่กว้างไม่แพ้หูฟังไร้สายแบบ Over-Ear เลย
  • แบตเตอรี่อึดไม่ต่างจากหูฟัง Over-Ear เลย สามารถฟังได้นานถึง 10 – 30 ชั่วโมงติดต่อกันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ข้อเสียของหูฟังไร้สาย On-Ear

  • สวมใส่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ หูฟังไร้สายแบบ On-Ear มักจะดีไซน์ให้สวมใส่ด้วยการทับไปกับใบหู ต่างจากหูฟังแบบ Over-Ear ที่ครอบหูไปเลย ซึ่งหากใส่ไปสักพักอาจทำให้เกิดอาการเจ็บหูจากการโดนตัวหูฟังบีบเป็นเวลานาน ๆ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการระบายอากาศเหมือนกับหูฟัง Over-Ear เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้รู้สึกร้อน และมีเหงื่อสะสมบนหูฟังด้วยเช่นกัน
  • เก็บเสียงรบกวนได้ไม่ดี เพราะรูปหูของเราไม่ได้แบนราบไปกับหูฟัง ทำให้มีช่องว่างระหว่างใบหูกับฟองน้ำของหูฟังจนเสียงจากภายนอกสามารถเล็ดลอดเข้ามาในระหว่างที่เราสวมใส่ได้ ถึงแม้จะดูปลอดภัยเวลาพกออกไปฟังนอกบ้าน แต่ก็แลกมาด้วยความรู้สึกเสียอรรถรสในการฟังจากเสียงรบกวนภายนอกนั่นเอง

หูฟังไร้สาย Gaming Headset

หูฟังไร้สายชนิดนี้อาจเป็นหูฟังที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มนิดหน่อย เพราะจุดประสงค์หลัก ๆ ของหูฟังชนิดนี้คือการนำมาเล่นเกมโดยเฉพาะ รูปแบบของหูฟังจะมาในลักษณะคล้าย ๆ Over-Ear กับ On-Ear เพียงแต่จะมีก้านไมโครโฟนยื่นออกมาเพื่อใช้สนทนาขณะเล่นเกม และมักใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อแบบ Wi-Fi 2.4 Ghz แทนที่จะใช้ Bluetooth เหมือนหูฟังไร้สายชนิดอื่น ๆ

ข้อดีของหูฟังไร้สาย Gaming Headset

  • รับสัญญาณได้ไกล และดีเลย์น้อยมาก เพราะหูฟังไร้สายแบบ Gaming Headset นั้นเลือกใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ไม่เหมือนหูฟังไร้สายอื่น ๆ ทำให้ได้ประโยชน์จากการใช้งานคลื่น Wi-Fi 2.4GHz อย่างเต็มที่  หมดปัญหาภาพกับเสียงไม่ตรงกันเวลาเล่นเกม หรือสัญญาณขาดหายเมื่ออยู่ไกลจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อไว้ด้วย
  • มีไมโครโฟนแยก เวลาเล่นเกมเราอาจจะต้องใช้ไมโครโฟนเพื่อสนทนากับคนอื่น ๆ ซึ่งหากใช้ไมโครโฟนที่ติดตั้งลงในตัวของหูฟังเลยอาจจะทำให้คุณภาพของเสียงพูดไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ หูฟังไร้สายแบบ Gaming Headset จึงมักจะมีก้านไมค์แยกออกมาที่สามารถปรับให้เข้ากับตำแหน่งปากของเราได้ จึงทำให้เสียงพูดมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • แบตเตอรี่ใช้ได้นาน หูฟังไร้สาย Gaming Headset ส่วนใหญ่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 20 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ทำให้เล่นเกมติดต่อกันได้นานไม่ขาดช่วง

ข้อเสียของหูฟังไร้สาย Gaming Headset

  • ไม่เหมาะสำหรับใช้ฟังเพลง หูฟังไร้สายแบบ Gaming Headset มักจะถูกปรับแต่งเสียง Bass และเสียงย่านสูงมาแบบล้น ๆ เพื่อความกระหึ่มเหมาะสำหรับการเล่นเกมเท่านั้น เมื่อนำมาฟังเพลงอาจจะทำให้รู้สึกว่าเสียงมันค่อนข้างล้นไปสักหน่อย หากอยากจะซื้อหูฟัง Gaming Headset มาเพื่อฟังเพลงด้วย อาจจะต้องหาหูฟังธรรมดามาใช้แยกอีกสักอันหนึ่งดีกว่า
  • พกพาไม่ได้ หูฟังไร้สายแบบ Gaming Headset มักมีขนาดที่ใหญ่เทอะทะมาก ไม่เหมาะกับการนำไปฟังนอกบ้านอย่างยิ่ง อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อที่แตกต่างจากอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งอาจจะไม่รองรับการเชื่อมต่อกับหูฟังชนิดนี้ด้วย
  • USB Wireless Adapter หาย = ใช้งานไม่ได้ ด้วยความที่หูฟังไร้สายแบบ Gaming Headset มักจะใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อแบบ Wi-Fi 2.4 GHz จึงต้องพึ่งพาตัวรับสัญญาณขนาดเล็ก USB Wireless Adapter ในการเชื่อมต่อหูฟัง ซึ่งถ้าหากหายขึ้นมาอาจไม่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้เลย มีบางรุ่นก็มีทางเลือกที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน USB Type-C ได้ แต่ยังไงก็สูญเสียคุณสมบัติการเชื่อมต่อแบบไร้สายอยู่ดี

 

นี่คือทั้งหมดของหูฟังไร้สาย 6 Form Factor ที่พบเจอได้ในท้องตลาดบ่อย ๆ ซึ่งในแต่ละรุ่นก็มีข้อดี และข้อเสียของมันต่างกันออกไป หากใครที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อหูฟังในรูปแบบไหนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การฟังของตัวเอง สามารถนำข้อมูลในบทความนี้เพื่อไปประกอบการพิจารณาได้เลย

from:https://droidsans.com/wireless-headphones-form-factor/

Dyson Zone หูฟังไร้สายกรองอากาศสุดแนว ฟังเพลงพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ สนนราคาราว 33,000 บาท

Dyson แบรนด์สินค้า IOT ที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมสุดล้ำ (ราคาก็ล้ำ) ได้เปิดตัวหูฟังไร้สายรุ่นแรกของแบรนด์ในชื่อ Dyson Zone และแน่นอนว่าถ้าเป็นแค่หูฟังธรรมดาก็ไม่ใช่ Dyson เพราะเจ้าหูฟัง Dyson Zone มาพร้อมไอเดียหลุดโลก เพราะได้ติดตั้งแมสก์กรองอากาศมาในตัว! นอกจากจะเพลิดเพลินกับการฟังเพลง ยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านการกรองแล้วด้วย


เหมือน Bane มั้ย?

หูฟัง Dyson Zone มาพร้อมกับดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงตัวละคร Bane จากหนังเรื่อง The Dark Knight Rises ตัวหูฟังจะติดตั้งมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 10,000 RPM ที่สามารถดูดอากาศให้ไหลเวียนผ่านไส้กรอก 2 ชั้นเพื่อกรองฝุ่น มลภาวะ มลพิษเช่น ไนโตรเจนไดออกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน หรือจะกรองแบคทีเรียก็ทำได้ หลังจากนั้นอากาศบริสุทธิ์ก็จะถูกส่งไปยังหน้ากากที่สามารถถอดเข้าออกได้ผ่านตัวยึดแบบแม่เหล็ก แต่น่าเสียดายที่ตัวหน้ากากของ Dyson Zone ไม่ได้แนบใบหน้าสนิท จึงไม่สามารถลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อ COVID-19 ได้

สเปคด้านเสียงของหูฟัง Dyson Zone นั้น มาพร้อมกับไดรเวอร์แบบ Neodymium ขนาด 40 มม. ที่สามารถขับเสียงได้ที่ความถี่ 6Hz – 21kHz รองรับระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation ที่ใช้ไมโครโฟนรอบหูฟังด้วยกันถึง 8 ตัว ตัดเสียงรบกวนได้สูงสุด 38 เดซิเบล อีกทั้งยังมีไมโครโฟนพิเศษอีก 2 ตัวที่ทำหน้าที่ตัดเสียงรบกวนจากเครื่องกรองอากาศโดยเฉพาะ

หูฟัง Dyson Zone มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 2,600 mAh ฟังเพลงต่อเนื่องแบบไม่ใช้ระบบกรองอากาศได้สูงสุด 50 ชั่วโมง แต่ถ้าเปิดโหมดกรองอากาศแล้วความอึดของแบตเตอรี่จะลดฮวบเหลือแค่ประมาณ 1.5 – 4 ชั่วโมงเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเปิดโหมดกรองอากาศแรงขนาดไหน

สำหรับใครที่คิดว่าจะซื้อมาฟังเพลงชิลล์ ๆ ในวันที่ต้องออกไปเจอมลพิษข้างนอก ขอบอกเลยว่าน้ำหนักของ Dyson Zone นั้นไม่ชิลล์เลย เพราะแค่ตัวหูฟังน้ำหนักก็ปาไปครึ่งโลแล้ว (595 กรัม) และเมื่อรวมร่างกับแมสก์กรองอากาศน้ำหนักรวมจะอยู่ที่ 670 กรัม ซึ่งหนักกว่าหูฟัง Full Size ตัวท็อป 2 รุ่นดังอย่าง Apple AirPods Max และ Sony WH-1000XM5 จับมัดมารวมกันเสียอีก

ส่วนราคาก็ไม่เบาเหมือนกันเพราะเปิดตัวมาที่ราคา 949 เหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 33,000 บาท หากใครสนใจ Dyson ประเทศไทยก็เตรียมนำเข้ามาจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ โดยสามารถลงทะเบียนอีเมล์เพื่อติดตามข่าวสารบนเวบไซต์ Dyson Thailand ได้เลย

 

ที่มา: Gizmodo, Dyson

from:https://droidsans.com/dyson-zone-officially-announced/

7 หูฟังเกมมิ่ง 2022 รุ่นเด่นเสียงดี 7.1 Ch เล่นเกมเพลินฟังเพลงได้ ต่อคอนโซลก็โอเค แค่ 1,590 บาท

ปลายปีหาหูฟังเกมมิ่ง 2022 ดีๆ ไว้เล่นเกมใหม่ๆ กันดีกว่า

Share image Edit Name 2gamineheadphone 1

หูฟังเกมมิ่ง 2022 เป็นเกมมิ่งเกียร์ชิ้นสำคัญอีกอย่างที่เกมเมอร์ทุกคนมองหา โดยเฉพาะสาย FPS นั้นยิ่งต้องใส่ใจกับหูฟังเกมมิ่งเป็นพิเศษ เพราะการได้ยินเสียงแล้วรู้ว่าศัตรูจะมาจากทางไหนก่อนจะได้ตอบสนองได้ทันเวลา และแม้จะไม่ได้เป็นเกมเมอร์สายแข่งขันเต็มตัวก็ตาม แต่เมื่อได้หูฟังดีๆ ไว้ฟังเสียงภายในเกมก็จะช่วยเพิ่มอรรถรสให้ดียิ่งขึ้นทั้งได้ยินเสียงตัวละครคุยกันชัดเจน เสียง BGM ช่วยสร้างบรรยากาศให้เกมเมอร์สนุกกับเกมต่างๆ ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

Advertisementavw

ถึงตอนนี้จะมีหูฟังเกมมิ่ง 2022 จากแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวมาหลายรุ่นและราคาไม่เกินพันบาทก็ตาม แต่ส่วนตัวผู้เขียนก็ยังสนับสนุนให้เพิ่มเงินอีกนิดแล้วซื้อหูฟังเกมมิ่งจากแบรนด์ชั้นราคาหลักพันบาทต้นๆ จะดีกว่า เพราะนอกจากคุณภาพงานผลิตจะดีกว่าแล้ว ยังได้ฟีเจอร์กับไดรเวอร์คุณภาพซึ่งจูนเสียงมาให้เป็นอย่างดีและไมค์ยังจับเสียงผู้พูดได้ดีอีกด้วย

หูฟังเกมมิ่ง 2022

ฮาวทูเลือกหูฟังเกมมิ่ง 2022 ให้โดนใจ? จะได้โดนใจ!

sean do EHLd2utEf68 unsplash

เกมเมอร์หลายคนเห็นหัวข้อนี้แล้วอาจจะคิดว่า แค่เดินไปร้านคอมพิวเตอร์แล้วตรงไปดูตรงโซนเกมมิ่งเกียร์แล้วดูรุ่นที่อยากได้ก็ซื้อไปเลยก็ได้นี่นา? ซึ่งจะทำเช่นนั้นก็ได้

  1. เล่นเกมบนแพลตฟอร์มไหน? – นอกจากเกมมิ่งพีซี/โน๊ตบุ๊คแล้ว เกมเมอร์หลายๆ คนก็มีเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch, PlayStation 4 หรือ 5, Xbox One หรือรุ่นใหม่อย่าง Series X|S ด้วย ซึ่งเครื่องคอนโซลเหล่านี้ใช้แจ็คหูฟัง 3.5 มม. เชื่อมต่ออุปกรณ์เป็นหลัก แต่ถ้าผู้ผลิตไม่ได้ออกแบบหูฟังเกมมิ่งรุ่นนั้นๆ ให้ใช้งานกับเครื่องคอนโซลรุ่นนั้นๆ โดยเฉพาะก็อาจจะใช้บางฟีเจอร์ไม่ได้ ดังนั้นตอนเลือกอาจจะดูหน้าสเปคเก็บรายละเอียดเพิ่มว่าหูฟังรุ่นนั้นๆ ผู้ผลิตออกแบบมาใช้งานกับเครื่องคอนโซลได้หรือไม่?
  2. มีหรือไม่มีสาย? – หูฟังเกมมิ่งนั้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสายก็มีข้อดีไปคนละแบบและตอบโจทย์เกมเมอร์ต่างกลุ่มกันไปโดยจุดเด่นและข้อสังเกตของแต่ละแบบจะมีดังนี้
    1. หูฟังเกมมิ่งแบบมีสาย – ราคาไม่แพง, มีรุ่นให้เลือกมากมายตั้งแต่ราคาถูกหลักร้อยบาทไปจนหลักหมื่น รวมทั้งใช้งานง่ายแค่ต่อสาย USB-A หรือแจ็คหูฟัง 3.5 มม. เข้าคอมพิวเตอร์หรือเครื่องคอนโซลก็ใช้งานได้ทันที แต่จุดควรระวังอย่างแรกคือสายเชื่อมต่อซึ่งจะเปื่อยไปตามการใช้งานและความระมัดระวังของผู้ใช้แต่ละคน นอกจากนี้ยังถอยตัวห่างจากพีซีหรือคอนโซลได้เท่าระยะสายของหูฟังเท่านั้น
    2. หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย – จุดแข็งของหูฟังประเภทนี้ คือ มีรูปแบบการเชื่อมต่อให้เลือกทั้ง Bluetooth และ USB 2.4GHz หรืออาจจะมีทั้งสองอย่างในตัวก็ได้ ซึ่งเกมเมอร์หลายๆ คนอาจจะซื้อหูฟังเกมมิ่งไร้สายตัวเดียวต่อคอมพิวเตอร์ด้วย USB 2.4GHz แล้วต่อสมาร์ทโฟนด้วย Bluetooth ก็ลดปริมาณอุปกรณ์ซ้ำซ้อนของตัวเองไปได้เยอะและไม่โดนจำกัดระยะห่างจากตัวเครื่องด้วยระยะสาย และในปัจจุบันนี้ราคาไม่แพงมากแล้ว ราคาแค่หลักพันต้นๆ ก็หาซื้อมาใช้ได้ทันที แต่จุดสังเกตคือหูฟังประเภทนี้เป็นแบบมีแบตเตอรี่ในตัว ใช้งานถึงระดับหนึ่งก็ต้องชาร์จแบตเตอรี่คืน อาจจะใช้สาย USB-C หรือ MicroUSB ก็ตาม และเมื่อใช้งานไปอาจจะ 1-2 ปี เมื่อแบตเตอรี่เสื่อมก็ต้องหาร้านซ่อมเปลี่ยนแบตฯ อีก
  3. คุณภาพงานประกอบ – จุดสำคัญเวลาจะซื้อหูฟังเกมมิ่ง 2022 เพราะผู้ผลิตแต่ละเจ้าก็เลือกใช้วัสดุมาประกอบไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นฟองน้ำหนานุ่มพิเศษหรือแค่เป็นฟองน้ำธรรมดาก็ได้ และควรสังเกตตรงก้านหูฟังให้ดีซึ่งผู้เขียนแนะนำให้ดูและเช็คข้อมูลว่าก้านหูฟังรุ่นนั้นๆ ใช้โครงและก้านเป็นแบบอลูมิเนียมจะได้แข็งแรงไม่หักง่าย ถ้าเป็นพลาสติกเนื้อแข็งพิเศษก็ไม่มีปัญหา ส่วนฟองน้ำรองหูฟังก็ควรดูว่าชอบวัสดุหุ้มแบบไหน อาจเป็นผ้าเพราะระบายอากาศดีหรือจะเป็นหนังเพราะสวยและทนทานก็ได้ ที่สำคัญคือเรื่องน้ำหนักหูฟังรุ่นนั้นๆ ว่าตัวหูฟังเมื่อครอบศีรษะแล้วมันหนักเกินไปหรือไม่โดยให้สวมเอาไว้ราว 2-3 นาที สังเกตว่าเรารู้สึรำคาญมันหรือเปล่า ถ้ารำคาญแสดงว่าหูฟังรุ่นนั้นไม่เหมาะกับเราอย่างแน่นอน
  4. การป้องกันและตัดเสียงรบกวน – ระบบตัดเสียงรบกวน (ANC – Active Noise Cancelling) เป็นฟีเจอร์สำคัญของหูฟังเกมมิ่ง 2022 อีกอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะเป็นฟีเจอร์สำหรับกั้นเสียงรบกวนจากภายนอกออกไปไม่ให้ปนกับเสียงในเกมจนเกมเมอร์ตัดสินใจผิดพลาดไป ซึ่งฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนอาจจะมาจากดีไซน์ของตัวหูฟังเองที่ครอบหูและแนบตามแนวศีรษะจนปิดสนิทดีเลยไม่มีเสียงกวน หรือมีเป็นฟีเจอร์ของหูฟังรุ่นนั้นๆ ก็ได้ ทว่าฟังก์ชั่นนี้มักติดมากับหูฟังเกมมิ่งราคาแพงเกือบหมื่นบาทเป็นส่วนใหญ่
  5. ไมโครโฟน – ไมโครโฟนเป็นอุปกรณ์สื่อสารสำคัญของหูฟังเกมมิ่ง ซึ่งวิธีดูว่าไมค์ของหูฟังรุ่นนั้นๆ จะทำงานได้ดีหรือไม่จะมีจุดพิจารณาหลักๆ 3 อย่าง คือ ไมค์หูฟังมีระบบตัดเสียงรบกวนหรือไม่, มีปุ่ม Mute เอาไว้ปิดเสียงไมค์หรือเปล่า และแนะนำให้ดูไมค์แบบ Boom microphone จะได้เสียงคุณภาพดีขึ้น หรืออาจจะดูฟีเจอร์เด่นของไมค์หูฟังเลยก็ได้ เช่น BLUE VO!CE ของ Logitech เป็นต้น
  6. การประยุกต์ใช้งาน – การจะซื้อเกมมิ่งเฮดโฟนมาใช้ ผู้เขียนก็เชื่อว่ามีเกมเมอร์หลายคนพกมันติดตัวเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนไว้ฟังเพลงหรือเล่นเกมตอนเดินทางไปไหนมาไหนอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าเลือกรุ่นที่ใช้งานได้รอบด้านไปเลยก็ช่วยลดอุปกรณ์ที่ซ้ำซ้อนในกระเป๋าลงไปได้อีก

สรุปสเปคหูฟังเกมมิ่ง 2022 ทั้ง 7 รุ่น เพื่อเกมเมอร์ทุกคน

สเปคหูฟังเกมมิ่ง 2022 Driver Microphone  Connectivity Platform

Software

ราคา
(บาท)
Razer Kraken V3 X Razer TriForce 40 มม.

7.1 Ch

ตอบสนองความถี่ 12Hz~28kHz

Razer HyperClear

ตอบสนองความถี่ 12Hz~28kHz

Unidirectional

USB-A Windows

PlayStation 4

1,590
JBL Quantum 100 JBL QuantumSOUND Signature 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

Boom Microphone แจ็คหูฟัง
3.5 มม.
Windows

macOS

PlayStation 4~5

Xbox ONE หรือ Series X|S

Nintendo Switch

1,590
HyperX Cloud Stinger Gaming Headset HyperX Driver 50 มม.

DTS Headphone:X 2.0

ไมค์พร้อม Noise Cancellation แจ็คหูฟัง
3.5 มม.
Windows

macOS

PlayStaion

Xbox

Nintendo Switch

1,790
EPOS Sennheiser GAME ONE ไดรเวอร์ Dynamic

HiFi

ตอบสนองความถี่ 15Hz~28kHz

ไมค์พร้อม Noise Cancellation

ตอบสนองความถี่ 50Hz~16kHz

แจ็คหูฟัง
3.5 มม.
Windows

macOS

PlayStaion

2,890
Logitech G Pro Gaming Headset PRO-G
ขนาด 50 มม.

7.1 Ch

ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz

Boom Microphone

Noise Cancelling

ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

แจ็คหูฟัง
3.5 มม.

USB-DAC

Windows

Smartphone 

Logitech G HUB

2,539
ASUS ROG Fusion II 300 ASUS Essense
50 มม.

7.1 Ch

ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz

Hi-Res Audio

AI Beamforming

AI-Noise Cancelling

ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

Omnidirectional

Teamspeak Certified

Discord Certified

แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม. Windows

macOS

PlayStation

Nintendo Switch

Armoury Crate

2,990
SteelSeries ARCTIS 5 แม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20Hz~22kHz

DTS Headphone:X 2.0

ClearCast

bidirectional

ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz

Discord Certified

แจ็คหูฟัง
3.5 มม.

USB-A

Windows

PlayStation

Smartphone

SteelSeries Engine

3,290

7 หูฟังเกมมิ่ง 2022 เพื่อเกมเมอร์ มีไว้เล่นเกมเพลิน ไมค์เสียงคมน่าจัด!

เกมเมอร์ที่มองหาเกมมิ่งเฮดโฟนอันใหม่มาเล่นเกมอยู่แล้วและอยากจ่ายเงินไม่เกินสามพันบาทแล้วได้ของดีไปเล่นเกมล่ะก็ ผู้เขียนได้เลือกหูฟังเกมมิ่ง 2022 รุ่นน่าสนใจจากแบรนด์ชั้นนำทั้ง 7 รุ่นมาให้เลือกดังนี้

  1. Razer Kraken V3 X (1,590 บาท)
  2. JBL Quantum 100 (1,590 บาท)
  3. HyperX Cloud Stinger Gaming Headset (1,790 บาท)
  4. EPOS Sennheiser GAME ONE (2,890 บาท)
  5. Logitech G Pro Gaming Headset (2,539 บาท)
  6. ASUS ROG Fusion II 300 (2,990 บาท)
  7. SteelSeries ARCTIS 5 (3,290 บาท)
1. Razer Kraken V3 X (1,590 บาท)

razer kraken v3 x hero desktop 1920x700 1

Razer Kraken V3 X เป็นเกมมิ่งเฮดโฟนที่น่าซื้อมาเล่นเกมมาก โดยจุดเด่นของมันนอกจากไฟ RGB ซึ่งตั้งค่าด้วยโปรแกรม Razer Chroma ได้แล้ว ไดรเวอร์ Razer TriForce ขนาด 40 มม. ตัวนี้สามารถจำลองเสียงแบบ 7.1 แชนแนลได้อย่างคมชัด ตอบสนองความถี่ 12Hz~28kHz ติดไมค์ Razer HyperClear รับเสียงหน้าไมค์แบบ Unidirectional ได้อย่างคมชัด ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz และยังปรับเบนก้านไมค์ให้เข้ามุมปากได้ง่ายๆ และมีปุ่มเปิดปิดไมค์บนตัวหูฟังกับลูกล้อปรับ Volume เสียงติดมาให้ เชื่อมต่อด้วยสาย USB-A เข้ากับ Windows หรือ PlayStation 4 แล้วใช้งานได้ทันที เป็นเกมมิ่งเฮดโฟนรานคาไม่แพงรุ่นแรกที่น่าซื้อมาใช้มาก

สเปคของ Razer Kraken V3 X
  • Driver : Razer TriForce 40 มม. เสียง 7.1 Ch ตอบสนองความถี่ 12Hz~28kHz
  • Microphone : Razer HyperClear ตอบสนองความถี่ 12Hz~28kHz จับเสียงแบบ Unidirectional
  • Connectivity : USB-A
  • Platform : Windows, PlayStation 4
  • Price : 1,590 บาท (Razer Shopee Mall)
2. JBL Quantum 100 (1,590 บาท)

jbl

ผู้เขียนเชื่อว่าเกมเมอร์น่าจะคุ้นหูแบรนด์ JBL เรื่องหูฟังหรือลำโพงสำหรับปาร์ตี้หรือเน้นฟังเพลงเป็นหลัก แต่แบรนด์นี้ก็มีเกมมิ่งเฮดโฟนเช่นกัน โดยรุ่นเริ่มต้นอย่าง JBL Quantum 100 นี้เป็นหูฟังเกมมิ่ง 2022 ที่เกมเมอร์หาซื้อมาใช้ได้ง่าย มีปุ่มคอนโทรล, ไมค์แบบ Boom Microphone ถอดแยกจากตัวเฮดโฟนได้ ติดตั้งไดรเวอร์ JBL QuantumSOUND Signature ขนาด 40 มม. มาให้ ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะ Windows, macOS หรือเครื่องคอนโซลอย่าง PlayStation 4~5, Xbox ONE หรือ Series X|S และ Nintendo Switch ด้วยแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม. เส้นเดียวใช้งานได้ทันที ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้าใครจะซื้อหูฟังตัวเดียวใช้เล่นเกม, ต่อคอมพิวเตอร์หรือมือถือเพื่อฟังเพลงและประชุมงานได้ เนื้อเสียงเบสแน่นอิ่มหูก็แนะนำตัวนี้เลย

สเปคของ JBL Quantum 100
  • Driver : JBL QuantumSOUND Signature ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz
  • Microphone : Boom Microphone
  • Connectivity : แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • Platform : Windows, macOS, PlayStation 4~5, Xbox ONE หรือ Series X|S, Nintendo Switch
  • Price : 1,590 บาท (Munkong Shopee Mall)
3. HyperX Cloud Stinger Gaming Headset (1,790 บาท)

hyperx

HyperX Cloud Stinger Gaming Headset รุ่นนี้เป็นเกมมิ่งเฮดดโฟนรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเป็นพิเศษ เพราะคุณภาพเสียงไมค์ฟังเคลียร์ไม่ทำเสียงผู้พูดเพี้ยน จับเสียงได้ดีและเมื่อดันก้านยกขึ้นจนสุดจะเป็นการกดปิดเสียงไมค์โดยอัตโนมัติและมีระบบ Noise Cancellation ด้วย ส่วนชุดควบคุมที่หูฟังมีรางสไลด์เร่ง/ลดเสียงติดมาให้ ไดรเวอร์ของ HyperX Cloud Stinger สามารถพับราบ 90 องศาระนาบไปกับตัวผู้ใช้ได้ ไดรเวอร์หูฟังมีขนาดใหญ่มากถึง 50 มม. และยังรองรับเสียงแบบ DTS Headphone:X 2.0 ด้วย ทำให้จับทิศทางเสียงได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่าเดิม ใช้สายแจ็ค 3.5 มม. เชื่อมต่อเข้ากับ Windows, macOS, PlayStaion, Xbox, Nintendo Switch แล้วเล่นเกมได้เลย จัดเป็นหูฟังเกมมิ่ง 2022 ที่น่าใช้ด้วยคุณภาพและเสียงที่ดีด้วย

สเปคของ HyperX Cloud Stinger Gaming Headset
  • Driver : HyperX Driver ขนาด 50 มม. มี DTS Headphone:X 2.0
  • Microphone : ไมค์พร้อมระบบ Noise Cancellation ยกก้านขึ้นจะเป็นการ Mute
  • Connectivity : แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • Platform : Windows, macOS, PlayStaion, Xbox, Nintendo Switch
  • Price : 1,790 บาท (HyperX Shopee Mall)
4. EPOS Sennheiser GAME ONE (2,890 บาท)

senn

ชื่อชั้นของ Sennheiser เป็นหูฟังของคนรักเสียงเพลง แต่แบรนด์ลูกในเครือเพื่อเกมเมอร์อย่าง EPOS Sennheiser GAME ONE รุ่นนี้เป็นหูฟังเกมมิ่ง 2022 ดีไซน์แบบ Open acoustic ให้ระบายอากาศและความร้อนได้ดี ใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์มทั้ง Windows, macOS, PlayStation ด้วยสายแจ็ค 3.5 มม. เส้นเดียวเท่านั้น ติดตั้งไดรเวอร์แบบไดนามิคเสียง HiFi ตอบสนองความถี่ 15Hz~28kHz มาให้ใช้ ไมค์มีฟังก์ชั่น Noise Cancelling ติดตั้งมาให้ ตอบสนองความถี่ 50Hz~16kHz มีฟังก์ชั่นพับก้านไมค์เก็บขึ้นแล้วจะ Mute ให้โดยอัตโนมัติ ถ้าหากเกมเมอร์คนไหนต้องการหูฟังเกมมิ่ง 2022 ราคาดีจากแบรนด์คุณภาพเช่น EPOS ก็ซื้อรุ่นนี้ไปใช้ได้เลย

สเปคของ EPOS Sennheiser GAME ONE
  • Driver : ไดรเวอร์แบบไดนามิคเสียง HiFi ตอบสนองความถี่ 15Hz~28kHz
  • Microphone : Noise Cancelling ตอบสนองความถี่ 50Hz~16kHz ยกก้านขึ้นเป็นการ Mute
  • Connectivity : แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • Platform : Windows, macOS, PlayStaion
  • Price : 2,890 บาท (EPOS Shopee Mall)
5. Logitech G Pro Gaming Headset (2,539 บาท)

logitech

Logitech G Pro Gaming Headset เป็นเกมมิ่งเฮดโฟนระดับ Esport แต่ราคาเข้าถึงง่าย น่าซื้อมาใช้เล่นเกมมาก โดยไดรเวอร์หูฟัง PRO-G ขนาด 50 มม. จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนล ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz ใช้งานกับโปรแกรม Immerse by Embody เพื่อจัดทิศทางเสียงในเกม FPS ได้อย่างแม่นยำ ติดตั้ง Boom Microphone ขนาด 6 มม. ถอดได้ มีฟังก์ชั่น Noise Cancelling ในตัว รับเสียงแบบ Cardioid ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz และปรับแต่ง Equalizer และเสียงไมค์ได้โดยโปรแกรม Logitech G HUB โปรแกรมเดียวร่วมกับเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นของทางค่ายได้เลย เชื่อมต่อด้วยสายแจ็ค 3.5 มม. หรือ USB-DAC เข้ากับสมาร์ทโฟนหรือ Windows ก็ได้ เป็นหูฟังเกมมิ่ง 2022 รุ่นน่าใช้มากรุ่นหนึ่งซึ่งผู้เขียนแนะนำ

สเปคของ Logitech G Pro Gaming Headset
  • Driver : PRO-G ขนาด 50 มม. จำลองเสียง 7.1 Ch ตอบสนองความถี่ 20Hz~20kHz
  • Microphone : Noise Cancelling ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz เป็น Boom Microphone ขนาด 6 มม. ถอดได้
  • Connectivity : แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม., USB-DAC
  • Platform : Windows, Smartphone ตั้งค่าได้ด้วยโปรแกรม Logitech G HUB
  • Price : 2,539 บาท (Logitech Shopee Mall)
6. ASUS ROG Fusion II 300 (2,990 บาท)

asus

แบรนด์เกมมิ่งเกียร์ชั้นนำอย่าง ASUS ก็มีหูฟังเกมมิ่ง 2022 อย่าง ASUS ROG Fusion II 300 รุ่นนี้ที่ได้รับรางวัล reddot winner 2022 ให้เลือก โดยหูฟังนี้ตัวนี้นอกจากไฟ RGB แล้ว ยังมีฟีเจอร์น่าสนใจติดตั้งมาให้เพียบ เริ่มโดยติดตั้งชิป DAC ESS 9280 มาในตัวหูฟัง 4 อัน ให้คุณภาพเสียงดีขึ้นรองรับ Hi-Res Audio จำลองเสียงได้ 7.1 แชนแนลด้วย ASUS Essense driver ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz มีไมค์ Omnidirectional กับฟังก์ชั่น AI-Beamforming พร้อม AI Noise Cancellation ตัดเสียงแทรกเข้าไมค์ได้เป็นอย่างดี ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz ได้รับการรับรอง Teamspeak Certified, Discord Certified ตัวหูฟังยังมีปุ่มเปิด/ปิดไมโครโฟนและปรับเพิ่มลดเสียงในหูฟังและสั่งเปิดปิดการจำลองเสียง 7.1 แชนแนลได้ในตัว ตั้งค่าไฟ RGB และส่วนต่างๆ ของตัวหูฟังได้ด้วยโปรแกรม Armoury Crate ได้เลย ใช้งานกับ Windows, macOS, PlayStation, Nintendo Switch ได้ทันที หากใครเป็นแฟนคลับ ASUS ตัวนี้เป็นหูฟังเกมมิ่งที่ดีมากรุ่นหนึ่ง

สเปคของ ASUS ROG Fusion II 300
  • Driver : ASUS Essense driver ขนาด 50 มม. จำลองเสียง 7.1 Ch ตอบสนองความถี่ 20Hz~40kHz รองรับเสียง Hi-Res Audio
  • Microphone : AI Beamforming, AI-Noise Cancelling ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz เป็น Omnidirectional Microphone ได้รับการรับรอง Teamspeak Certified, Discord Certified
  • Connectivity : แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • Platform : Windows, macOS, PlayStation, Nintendo Switch ตั้งค่าได้ด้วยโปรแกรม Armoury Crate
  • Price : 2,990 บาท (ROG Shopee Mall)
7. SteelSeries ARCTIS 5 (3,290 บาท)

a5 buy 001.jpg 1920x1080 q100 crop fit optimize subsampling 2

สุดท้ายเป็น SteelSeries ARCTIS 5 หูฟังเกมมิ่ง 2022 ดีไซน์มินิมอลมีไฟ RGB ติดไมค์แบบสไลด์เก็บเข้าช่องในตัวหูฟังได้ ตัวไมค์ ClearCast แบบ bidirectional รับเสียงได้สองทางตัวนี้ได้รับการรับรอง Discord Certified แล้ว และจุดน่าสนใจของหูฟังตัวนี้คือมีลูกล้อ Dial สำหรับหมุนปรับได้ว่าจะให้เสียงเกมหรือเสียงห้องแชตดังกว่ากันติดมาให้ที่ตัวสายหูฟังด้วย ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz ส่วนไดรเวอร์หูฟังที่ทำจากแม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~22kHz และแยกแยะทิศทางเสียงได้ดี มี DTS Headphone:X 2.0 ในตัว ใช้สาย USB หรือแจ็คหูฟัง 3.5 มม. ต่อเข้ากับ Windows, PlayStation หรือสมาร์ทโฟนก็ได้และตั้งค่าให้เข้ากับผู้ใช้ด้วยโปรแกรม SteelSeries Engine ได้ทันที เป็นหูฟังเกมมิ่ง 2022 ที่น่าใช้มาก แม้ราคาจะสูงสักนิดแต่ตอบโจทย์ฮาร์ดคอร์เกมเมอร์แน่นอน

สเปคของ SteelSeries ARCTIS 5
  • Driver : แม่เหล็กนีโอไดเมียมขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20Hz~22kHz มี DTS Headphone:X 2.0
  • Microphone : ClearCast แบบ bidirectional ตอบสนองความถี่ 100Hz~10kHz ได้รับการรับรอง Discord Certified
  • Connectivity : แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม., USB-A
  • Platform : Windows, PlayStation, สมาร์ทโฟน ตั้งค่าได้ด้วยโปรแกรม SteelSeries Engine
  • Price : 3,290 บาท (SteelSeries Shopee Mall)

fausto sandoval w5m3PIGvkqI unsplash

จะเห็นว่าหูฟังเกมมิ่ง 2022 ในช่วงปลายปี 2022 นี้มีรุ่นน่าใช้ให้เลือกเยอะและเป็นเกมมิ่งเกียร์ที่ลงทุนซื้อรุ่นดีๆ ไว้จะรู้สึกคุ้มที่จ่ายไปอย่างแน่นอน เพราะนอกจากใช้เล่นเกมแล้วยังเอาไว้ดูหนังฟังเพลงได้ และอาจจะพกใส่กระเป๋าเอาไปต่อสมาร์ทโฟนฟังเพลงได้อีกด้วย แต่ผู้เขียนก็ยังเน้นย้ำเหมือนเดิม ว่าถ้าจะซื้อหูฟังใหม่เมื่อไหร่ควรหาโอกาสไปร้านคอมพิวเตอร์แล้วลองสวมดูว่ามันหนักเกินไปไหม และอาจจะขอทางร้านลองฟังเสียงหูฟังด้วยเลยก็ได้ถ้าถูกใจตอบโจทย์ก็ซื้อมาเล่นเกมได้เลย


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 2macos 1

Share image Edit Name 2keyboard 1

Share image Edit Name 3electricdesk 1

from:https://notebookspec.com/web/678177-7-gaming-headphone-2022-to-2023

รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Noppinij

เปิดตัวมาแล้ว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไร้สาย dual-driver หรือไดรเวอร์คู่ตัวแรกของ Redmi Buds Series คุณภาพเสียง Hi-Res Audio รองรับระบบตัดเสียงรบกวน ANC มีคุณสมบัติค่อนข้างครบมาก แต่เปิดราคาออกมาแค่ 2,290 บาทเท่านั้นเองครับ

Redmi Buds 4 Pro DSC01893 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

Redmi Buds 4 Pro เปิดราคาออกมาดีมาก แนะนำว่าใครยังไม่มีหูฟังไร้สายใช้ หรือกำลังมองหาใหม่ในงบราคาสองพันต้นๆ ตัวนี้คุ้มครับ เพราะมีครบ คุณภาพเสียงก็ดีมากด้วย มีเปิดจำหน่ายในไทยสองสี สีขาว Moon White และ ที่เห็นในรีวิวนี้ และสีดำ Midnight Black ตัวเคสอยู่ในไซด์มาตรฐานพกง่ายขนาดไม่ใหญ่ น้ำหนักรวม 46 กรัม

Redmi Buds 4 Pro DSC01355 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

ตัวหูฟังมาในทรงกึ่งเอียร์บัดกึ่งอินเอียร์ เสียบเข้าในหูเล็กน้อย น้ำหนักเบาและทิ้งน้ำหนักพักไว้ที่ใบหูด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้เวลาใส่ใช้นานๆ ไม่เจ็บรูหู ผลิตมาในมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54 ใส่ออกกำลังได้ครับโดนเหงื่อโดนน้ำกระเซ็นใส่ไม่เสียหาย

Redmi Buds 4 Pro DSC01830 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋าRedmi Buds 4 Pro DSC01367 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

จุดเด่นอยู่ที่คุณภาพเสียง เพราะมาในมาตรฐาน Hi-Res Audio Wireless ระบบเสียงความละเอียดสูงแบบไร้สาย และยังรองรับเทคโนโลยีแปลงรหัส LDAC ในอุปกรณ์ที่รองรับอีกด้วย ตัวไดรเวอร์ที่ให้มาก็ถือว่ามีขนาดใหญ่ และเป็นหูฟังที่ใช้ระบบไดรเวอร์คู่ dual-driver ในขนาด 10มม. + 6มม. มีเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ ใช้การทัชสัมผัสที่ก้านหูฟัง รองรับทั้งการทัช 2, 3 ครั้ง และการทัชค้าง แยกทำงานได้ทีละข้างแบบอิสระ โดยตัวหูฟังยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สองอุปกรณ์พร้อมกันครับ สลับการใช้งานได้แบบอัตโนมัติตามสัญญาณเสียงเข้า

Redmi Buds 4 Pro สามารถใช้งานได้ทั้งกับอุปกรณ์ Android และ iOS เชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.3 กินพลังงานน้อยและสัญญาณมีความเสถียรสูง การตั้งค่าต่างๆ ของหูฟัง ทั้งรูปแบบคำสั่งการทัชต่างๆ และการอัพเดทระบบ สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชั่น Xiaomi Earbuds ซึ่งจะมีอยู่ใน Google Play Store ของ Android ครับ ( Xiaomi Earbuds Android ดาวน์โหลด )

Mi Redmi Buds 4 Pro 00002 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00020 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00003 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00007 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

ภายในแอปพลิเคชั่น เราจะสามารถใช้ความสามารถอื่นของหูฟังได้ครับ เช่นการตั้งค่าเอฟเฟ็กต์เสียง เสริมแนวเสียงให้เด่นชัดได้ 4 รูปแบบ เสริมแหลม, เสริมเบส, สมดุล หรือเสริมเสียงพูด

Mi Redmi Buds 4 Pro 00012 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00018 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

โดยระบบ “เสียงสมจริง” เป็นโหมดที่น่าใช้สำหรับคนชอบดูหนังครับ เป็นการจำลองเสียงรอบทิศทางให้เสียงมีมิติความลึกความตื้น ความกว้างและทิศทางเสียง จากที่ทดสอบใช้ เขาทำเสียงจำลองมาได้ชัดเจนครับ เวลาเปิดเอฟเฟ็กต์เสียงสมจริงจะรู้สึกถึงความต่างของมิติเสียงชัดอมาก เหมาะสำหรับเปิดตอนรับชมภาพยนตร์

Redmi Buds 4 Pro DSC01846 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

ยังมีฟังก์ชันที่จะช่วยวัดความพอดีของจุกหูฟังด้วยการเล่นเสียงแล้วใช้ไมค์ตรวจจับความรั่วไหลว่าอยู่ในขนาดที่พอดีกับหูของเรามั้ย และยังมีฟังก์ชันอี่นๆ อีกหลายตัวครับ เพราะฉะนั้นการใช้งาน Redmi Buds 4 Pro ให้เต็มประสิทธิภาพ ก็ควรจะใช้กับสมาร์ทโฟนที่ติดตั้งแอป Xiaomi Earbuds เอาไว้เป็นเครื่องหลักด้วยครับ

Mi Redmi Buds 4 Pro 00010 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00016 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00021 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

เรื่องของแนวเสียงและคุณภาพอยู่ในเกรดที่ดีเลย เสียงมีความกว้าง เบสชัดดีและเสียงใสเด่น แม้จะเปิดราคามาในกลุ่มหูฟังราคาสองพันต้นๆ แต่ว่าแนวเสียงกลมกล่อมใช้ได้เลยครับ

Redmi Buds 4 Pro DSC01373 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

ความสามารถของ Redmi Buds 4 Pro ก็จะมีฟังก์ชันการตัดเสียงรบกวน ANC ที่ปรับระดับความเข้มข้นของการตัดเสียงได้ โดยสามารถลดเสียงรบกวนได้สูงสุดที่ระดับ 43dB กลบเสียงสภาวะแวดล้อมทั่วไปได้หมด เสียงรถยนตร์ เสียงฝนตก หรือเสียงพูดคุยทั่วไป

สามารถเลือกระดับการตัดเสียงรบกวนได้เองสามระดับครับ โหมดเบา-Light Mode, โหมดสมดุล-Balanced Mode และโหมดลึก-Deep Mode หรือจะให้ตัวหูฟังคอยปรับโดยอัตโนมัติ (Adaptive Mode) หูฟังจะใช้ไมค์รับเสียงในการตรวจจับเสียงรอบข้างแล้วเลือกระดับการตัดเสียงรบกวนที่เหมาะสมที่สุดให้เองโดยอัตโนมัติครับ

โดยจะสามารถเปิดรับเสียงจากภายนอกได้ทันทีด้วยโหมด Transparency Mode เพื่อใช้ในการรับฟังเสียงรอบข้างหรือเริ่มต้นสนทนากับคนอื่นโดย “Enhance Voice Mode” หรือ “เสริมเสียงพูด” ที่ตัวหูฟังจะเร่งเสียงพูดจากคนใกล้ตัวให้ได้ยินชัดเจนขึ้น เพื่อเราจะได้เริ่มสนทนาโดยไม่ต้องถอดหูฟังออกก่อนครับ (แต่อย่างไรถ้าไม่ใช่การพูดคุยกับเพื่อนหรือคนสนิท ก็ควรถอดหูฟังออกก่อนนะครับ ^^ )

Mi Redmi Buds 4 Pro 00014 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Mi Redmi Buds 4 Pro 00015 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

ใน Android สามารถเปิดให้ข้อมูลแบตเตอรี่ของหูฟัง และโหมดการใช้งานในปัจจุบันแบบเรียลไทม์ มาแสดงอยู่ในหน้า Notify Page ไว้ได้ด้วยครับ

Redmi Buds 4 Pro DSC01814 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Redmi Buds 4 Pro ก็จะมีสายชาร์จ USB Type C แถมมาให้ พร้อมคู่มือ และจุก EarTips อีก 2 ขนาดมาให้เปลี่ยนใช้ (รวมทั้งหมดมี 3 ขนาด)

 

ซึ่งตัวเคสจะมีปุ่มฟังก์ชันสำหรับกดเพื่อใช้รีเซ็ต(กดค้าง 10 วินาที) หรือใช้เชื่อมต่อหูฟังกับอุปกรณ์ใหม่ (กดค้าง 2 วินาที) ใช้พอร์ตชาร์จเป็น Type C มีไฟ LED แจ้งสถานะการชาร์จแบตเตอรี่

Redmi Buds 4 Pro DSC01883 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Redmi Buds 4 Pro DSC01847 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Redmi Buds 4 Pro DSC01836 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า
Redmi Buds 4 Pro DSC01877 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

จากที่ทดสอบใช้หูฟังทั้งสองข้าง จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานประมาณเกือบ 9 ชั่วโมงครับ และเก็บเข้าชาร์จไฟจากในเคสได้ประมาณเกือบ 4 รอบ ถือว่าเป็นหูฟังที่แบตเตอรี่อึดพอตัวเลย

Redmi Buds 4 Pro DSC01364 | ANC | รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า

สรุปท้ายรีวิว

ราคาดี คุณภาพเสียงคุ้มราคาครับ ตัวหูฟังใส่สบายเพราะเป็นทรงแบบกึ่งอินเอียร์ไม่ใส่เข้าไปรูหูมากนัก ฟ้งก์ชันครบทั้งระบบตัดเสียงรบกวนที่ปรับความเข้มข้นได่เองอัตโนมัติ และโหมดเร่งเสียงรอบข้างเพื่อฟังสภาพแวดล้อมได้ทันทีโดยไม่ต้องถอดหูฟัง

รองรับระบบเสียงไร้สายคุณภาพสูง Hi-Res Audio Wireless และ LDAC ความเสถียรของสัญญาณดีมาก ใช้งานมาไม่แกว่งหรือหลุดเสียงหายเลย เชื่อมต่อด้วยสัญญาณใหม่ Bluetooth 5.3 ใช้งานได่ทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS แบตเตอรี่ค่อนข้างอึดใช้งานได้ยาวนาน

Redmi Buds 4 Pro วางจำหน่ายในไทยแล้ว ในราคา 2,290 บาท ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางร้านค้าออนไลน์ 

 

ข่าว: รีวิว Redmi Buds 4 Pro หูฟังไดรเวอร์คู่ ANC เสียงคุณภาพ Hi-Res แต่มาในราคาสบายกระเป๋า มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-redmi-buds-4-pro-tws-anc/

รีวิว HUAWEI FreeBuds Pro 2 หูฟังไร้สายเรือธง ที่พัฒนาร่วมกับ Devialet

เปิดตัวกันไปแล้วค่ะ กับหูฟังไร้สายระดับเรือธงรุ่นใหม่รุ่นล่าสุด HUAWEI FreeBuds Pro 2 จุดเด่นด้านการเข้าถึงคุณภาพเสียงทรงพลังผ่านลำโพงคู่ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลกอย่าง Devialet และระบบลดเสียงรบกวนรอบข้างสูงสุด 47 เดซิเบล ใช้งานได้ตลอดวัน ใช้งานได้นานสูงสุด 30 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ และเมื่อปิดโหมด ANC จะเล่นเพลงต่อเนื่องได้นาน 6.5 ชั่วโมง มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีฟ้า Silver Blue, สีเงิน Silver Frost และสีขาว Ceramic White ในราคา 6,499 บาท

สกรีนช็อต-2022-07-24-164815แกะกล่อง HUAWEI FreeBuds Pro 2

Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07767
Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07771
Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07769

  • เคสหูฟัง
  • หูฟัง HUAWEI FreeBuds Pro 2
  • สายชาร์จ USB Type C แบบสั้น
  • จุกซิลิโคนสำหรับเปลี่ยนอีก 2 ไซส์ ( L กับ S )
  • คู่มือการใช้งาน
  • ใบรับประกัน

Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07775

ตัวหูฟังที่ทาง Appdisqus ได้มารีวิว จะเป็นสี Silver Blue สีฟ้าเมทัลลิกด้านผิวมุขสีน่ารักทีเดียวค่ะ เหมาะมากสำหรับใครที่เบื่อหูฟังสีขาวสีดำ ความเมทัลลิกช่วยเพิ่มความหรูให้กับตัวหูฟังและตัวเคส ด้วยความที่ตัวเคสเป็นสีด้านทำให้ไม่เป็นรอยนิ้มมือง่าย จะมีก็ตรงส่วนที่บานพับเคสด้านหลังสกรีนโลโก้ Huawei จะเป็นส่วนที่เป็นรอยนิ้วมือง่าย

Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07806

ด้านล่างจะเป็นไฟบอกสถานะ และพอร์ตชาร์จ USB Type C ด้านข้างของตัวเคสจะเป็นปุ่มรีเซ็ตหูฟัง น้ำหนักของตัวเคสไม่รวมหูฟังอยู่ที่ประมาณ 52.1 กรัม ขนาดกระทัดรัดพกพาง่าย ตัวหูฟังสวยค่ะ ให้ความรู้สึกหรูและดูแพง ตัวหูฟังสีเงินอมฟ้า ที่ทางหัวเว่ยบอกว่าออกแบบตามสรีระศาสตร์เพื่อความกระชับ แต่ขนาดหูของแต่ละคนมันไม่เท่ากันอยู่แล้ว ส่วนตัวคิดว่ามันค่อนข้างจะใหญ่ไปสักหน่อย แต่พอใส่แล้วรู้สึกว่ามันกระชับเข้ากับช่องหูพอดี

Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07791

กันน้ำกันเหงื่อในระดับ IP54 ใส่ออกกำลังกายเหงื่อท่วมได้ เปียกฝนได้ มีจุกซิลิโคนสำหรับเปลี่ยนอีก 2 ขนาดมาให้ในกล่อง เป็นไซส์ L และ S ส่วนที่มากับตัวหูฟังจะเป็นไซส์ M ค่ะ ตัวหูฟังน้ำหนักเบาเพียง 5.9 กรัม ใส่สบายใส่ได้นานไม่เจ็บหูค่ะ

Screenshot 20220706-202224 AI-Life
Screenshot 20220706-202240 AI-Life
Screenshot 20220706-202252 Settings

เชื่อต่อง่ายผ่าน Bluetooth 5.2  ทั้งกับระบบปฏิบัติการ iOS, Android และ Windows เชื่อมต่ออย่างอัจฉริยะยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ของหัวเว่ยผ่านฟีเจอร์ Pop-up Pairing ซึ่งจะตรวจจับได้อัตโนมัติว่ามีหูฟัง HUAWEI FreeBuds Pro 2 อยู่ในบริเวณใกล้เคียง และรองรับการเชื่อมต่ออัตโนมัติหลังการจับคู่อุปกรณ์ครั้งแรก

HUAWEI-MateBook-16s-DSC08367

ใช้เสาสัญญาณคู่ทำให้สามารถเชื่อมต่อได้สองอุปกรณ์พร้อมกัน รวมถึงโทรศัพท์ แท็บเล็ตและนาฬิกา และสลับใช้งานระหว่างสองอุปกรณ์ได้อย่างอัจฉริยะ เมื่อมีสายโทรศัพท์เข้าในขณะที่ดูวิดีโอบนแท็บเล็ต เสียงจะย้ายไปยังสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับ FreeBuds Pro 2 โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้จะปรากฏอัตโนมัติบนหน้าจอ Super Device ในสมาร์ทดีไวซ์ของหัวเว่ย ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ทวิชั่น โดยสามารถเชื่อมต่อได้ง่ายๆ ผ่านการลากและวางไอคอนหูฟัง

Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07792

มาพร้อมไมโครโฟน 4 ตัว โดยมี 2 ตัวหันออกด้านนอก ทำหน้าที่ตรวจจับและระบุเสียงรบกวนรอบข้างอย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยี Beamforming ส่วนไมโครโฟนอีก 1 ตัวหันเข้าด้านใน เป็นไมโครโฟนแบบ SNR (signal-to-noise ratio) คอยจับสัญญาณเสียงพูดของผู้ใช้ และตัวสุดท้ายเป็น Bone Conduction Microphone ที่สามารถแยกแยะระหว่างเสียงบรรยากาศโดยรอบกับเสียงพูดของผู้ใช้ได้ด้วยการสัมผัสการสั่นของกระดูกและเนื้อเยื่อบริเวณช่องหู ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงสนทนาให้ชัดใส ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ ประชุม หรือพรีเซนต์สำคัญ

Screenshot 20220706-202456 AI-Life
Screenshot 20220706-202503 AI-Life

และระบบตัดเสียงรอบข้างแบบ ANC 2.0 ด้วยเทคโนโลยี Intelligent Dynamic ANC 2.0 พร้อมระบบลดเสียงรบกวนรอบข้างสูงสุด 47 เดซิเบล นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยี Triple adaptive EQ ปรับจูนย่านความถี่เสียงอัตโนมัติได้ตามระดับการเพิ่มหรือลดเสียง ตามโครงสร้างหู และตามอิริยาบถขณะสวมใส่ เช่น เดิน วิ่ง หรือนั่งทำงาน และยังเป็นครั้งแรกของหัวเว่ยที่ใช้อัลกอริทึมตัดเสียงรบกวนรอบข้างแบบ Deep Neural Network ตรวจจับและแยกแยะระหว่างเสียงรบกวนและเสียงพูดได้อย่างแม่นยำ คุยสายชัดใสแม้อยู่ท่ามกลางสถานที่คนพลุกพล่าน จากฐานข้อมูลเสียงรบกวนจากบรรยากาศรอบข้างมากกว่า 500 สถานการณ์ 

ปรับโหมดให้เหมาะสมตามสถานการณ์การใช้งานได้ แบ่งเป็น 3 โหมด ได้แก่

    • Ultra สำหรับใช้ในที่พลุกพล่าน เช่น บนรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า ผับบาร์ คอนเสิร์ต โดยสามารถตัดเสียงรบกวนที่ความถี่ต่ำมากๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
    • General สำหรับใช้เมื่อนั่งพักผ่อนในร้านกาแฟ ตัดเสียงบรรยากาศโดยรอบ
    • Cozy สำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเงียบ เช่น ห้องสมุด โดยสามารถลดเสียงที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องจักร เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

สกรีนช็อต-2022-07-25-151843ควบคุมการใช้งานได้โดยตรงจากตัวหูฟัง โดยการแตะสัมผัสเลื่อนขึ้นลงเป็นการปรับเพิ่มและลดเสียง จีบนิ้วบริเวณก้านเป็นการเปิดและปิดเพลง การรับสายวางสาย เลื่อนเพลงถัดไปและกลับไปยังเพลงก่อนหน้า

Screenshot 20220706-202559 AI-Life
Screenshot 20220706-202624 AI-Life
Screenshot 20220706-202637 AI-Life

HUAWEI พัฒนาร่วมกับ Devialet แบรนด์เทคโนโลยีเสียงระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศส เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเสียงระดับโลกกว่า 10 ปี มาปรับจูนลำโพง FreeBuds Pro 2 ในสไตล์ “Shaping Sound” ของ Devialet กับประสบการณ์เสียงแบบไร้สายผ่าน Bluetooth Codec LDAC ฟังเสียงเบสดังกระหึ่มสะใจด้วยระบบเสียง Dual-Speaker True Sound โดยใช้ไดนามิกไดรเวอร์ขนาด 11 มม. การันตีคุณภาพด้วยการรับรองระบบเสียงจาก HWA HD Wireless Audio และ Hi-Res High-Resolution Audio นอกจาก เสียง Devialet ที่เป็นค่าเริ่มต้น เราสามารถเข้าไปเลือกการตั้งค่าเสียงและปรับ EQ อื่นๆ รวมถึงการปรับแต่งเสียงเบสเสียงแหลมเอง มีเครื่องมืออีควอไลเซอร์เพื่อการปรับแต่งเสียงในแบบที่ต้องการได้ในในแอป AI Life 

Screenshot 20220706-202514 AI-Life
Screenshot 20220707-135112 AI-Life

คุณภาพเสียงในสไตล์ของ Devialet จากหูของคนที่ไม่เคยฟังหรือรู้จัก Devialet มาก่อน คือเสียงมันจะมีความนัว เสียงเบสไม่ได้หนักแน่นแบบดุดันมาเป็นลูกๆ แบบที่ชาวหูเหล็กต้องการระเบิดขี้หู เสียงเบสมีความชัดนุ่ม เสียงแหลมเสียงร้องอยู่ในระดับที่พอดี เน้นความละมุนใสสไตล์อะคูสติกมากกว่า 

Ultra-low Latency ค่าความหน่วงต่ำทำให้การเล่นเกมไม่รู้สึกติดขัด เสียงซาวด์เกมกับตัวเกมสมูทไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการดูหนังผ่านสตรีมมิ่งต่างๆ ด้วย เสียงกับปากตรงกัน

รองรับเทคโนโลยีการชาร์จไร้สาย และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว ชาร์จเพียง 10 นาที สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้อีก 2.5 ชั่วโมง เมื่อปิดโหมด ANC จะสามารถเล่นเพลงต่อเนื่องนาน 6.5 ชั่วโมง และนานสูงสุด 30 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ และเมื่อเปิดโหมด ANC สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องนานถึง 4 ชั่วโมง และนานสูงสุด 18 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ พร้อมทั้งรองรับการชาร์จแบบ Reverse Charging เมื่อเสียบเคสหูฟังเข้ากับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เหมาะกับการเดินทางไกลไม่ต้องชาร์จระหว่างวัน หรือใช้ระหว่างการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานใช้งานได้ 5-6 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

สรุป

การใช้งานหลังจากที่ได้อยู่กับหูฟัง HUAWEI FreeBuds Pro 2 มาเกือบ 2 อาทิตย์เรียกว่าตัวติดกันเลย ดีไซน์สวยสีถูกใจกับขนาดที่พกพาง่าย สวมใส่สบายตลอดวัน รองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 5.2 ทั้งกับระบบปฏิบัติการ iOS, Android และ Windows ไดนามิกไดรเวอร์ขนาด 11 มม. การันตีคุณภาพเสียงโดย Devialet ดีฟังเพลิน ใช้งานได้นานตลอดทั้งวัน เชื่อมต่อได้ 2 อุปกรณ์และสลับใช้งานระหว่างสองอุปกรณ์ได้อย่างอัจฉริยะ 

Huawei-Freebuds-Pro-2DSC07755

รายละเอียดโปรโมชัน: เมื่อสั่งจอง HUAWEI FreeBuds Pro 2 ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 – 5 สิงหาคม 2565  รับฟรี

ทางเลือก 1 : เมื่อสั่งจองที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store ที่ร่วมรายการ รับฟรี HUAWEI Band 6 มูลค่า 1,899 บาท และบริการ HUAWEI Music Premium ฟรี 3 เดือน มูลค่า 387 บาท 

ทางเลือก 2 : ช่องทางออนไลน์ HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee, Lazada รับฟรี ลำโพง รับฟรี HUAWEI Mini Speaker มูลค่า 2,180 บาท และ HUAWEI Music Premium ฟรี เดือน มูลค่า 387 บาท

มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีฟ้า Silver Blue, สีเงิน Silver Frost และสีขาว Ceramic White 

S 5873840

ข่าว: รีวิว HUAWEI FreeBuds Pro 2 หูฟังไร้สายเรือธง ที่พัฒนาร่วมกับ Devialet มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-of-huawei-freebuds-pro-2-the-flagship-wireless-headphones-developed-in-collaboration-with-devialet/

โต๊ะคอมพิวเตอร์ 9 สิ่งที่ต้องมี เพิ่มสีสันให้กับการจัดโต๊ะคอมปี 2022

โต๊ะคอมพิวเตอร์ แค่มีของ 9 ชิ้นนี้ ก็เพิ่มความสวยงามน่าใช้ให้กับการจัดโต๊ะคอมของคุณ ในปี 2022 นี้ได้แล้ว

โต๊ะคอมพิวเตอร์

โต๊ะคอมพิวเตอร์ มาถึงชั่วโมงนี้ช่วงปลายปี ก่อนจะเข้าสู่ปีใหม่กับการทำงานหรือการเล่นเกม หลายคนน่าจะเริ่มหันมาปรับแต่งหรือเปลี่ยนแปลงโต๊ะคอมที่ใช้อยู่ ให้ดูน่าใช้น่าทำงานมากกว่าเดิม แต่การจะจัดโต๊ะสวยๆ ให้ดูว้าว ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งก็ต้องดูที่ธีมหรือการเลือกอุปกรณ์ให้เข้าชุดกับของเดิมที่มี เพื่อให้ลงตัวมากที่สุด รวมถึงการจัดแสงเงาให้ดูล้ำสมัย จะเป็นสิ่งที่เพิ่มความเร้าใจให้กับเหล่าเกมเมอร์หรือสตรีมเมอร์ ในการเล่นเกมหรือไลฟ์สตรีมให้ดูน่าสนใจมากกว่าเดิม ดังนั้นในวันนี้เรามาดูกันว่าเราจะเสริมอุปกรณ์อะไรเข้าไปในโต๊ะคอมหรือโต๊ะทำงานของคุณแล้วทำให้ดูโดดเด่นน่าใช้งาน เพื่อต้อนรับการเล่นเกมหรือการทำงานในปี 2022 ที่จะถึงนี้

โต๊ะคอมพิวเตอร์

  1. โต๊ะคอมพิวเตอร์
  2. โคมไฟหน้าจอ
  3. ลำโพง
  4. แผ่นรองเมาส์
  5. ที่แขวนหูฟัง
  6. ขาตั้งจอ
  7. เกมมิ่งเมาส์
  8. แสงไฟ RGB
  9. เก้าอี้เกมมิ่งหรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ
  10. Conclusion

1.โต๊ะคอมพิวเตอร์

ถ้าโต๊ะคอมพิวเตอร์คอมเดิมที่คุณใช้ สภาพผ่านการใช้งานมายาวนาน ก็น่าจะปล่อยให้เค้าได้พักบ้าง โดยเฉพาะถ้าเป็นโต๊ะไม้อัดหรือปาติเกิลบอร์ด ที่มักจะเจออาการปูดบวมหรือแตกร่อน เมื่อโดนน้ำหรือความชื้นต่อเนื่อง จะเอามารับน้ำหนักของเคสนานเข้าก็จะไม่ไหว ลองเปลี่ยนไปหาโต๊ะคอมใหม่ๆ มีให้เลือกทั้งแบบ ซื้อแผ่นไม้เป็นท็อปเปอร์ มาวางบนขาแยกต่างหาก หรือจะเลือกแบบสำเร็จรูปประกอบเสร็จ และตัวเลือกอย่างโต๊ะเกมเมอร์ ที่จัดเต็มทั้งในเรื่องของความสวยงาม แสงไฟ และฟังก์ชั่นมาให้ รวมไปถึงสายสุขภาพ ก็ยังมีโต๊ะปรับระดับได้ ทั้งแบบ Manual และแบบไฟฟ้า มาให้เลือกมากมายทีเดียว แม้ว่าจะราคาค่อนข้างสูงไปบ้าง และเมื่อมองถึงความทนทานในการใช้งานระยะยาวแล้ว เรียกว่าคุ้มค่าน่าใช้ทีเดียว

Advertisementavw
โต๊ะคอมพิวเตอร์

Bewell Ergonomic Desk โต๊ะคอมแบบปรับระดับได้ เลื่อนขึ้น-ลง บันทึกระดับความสูง ใช้งานได้ทั้งนั่งและยืน ความสูงตั้งแต่ 60-125cm โดยมาพร้อมกับจอแสดงผลให้เราได้ทราบระดับการใช้งานที่เหมาะสม สามารถบันทึกเป็นโพรไฟล์ได้ 4 ระดับ แค่เลือกโพรไฟล์ที่ชอบและกดปุ่มเดียวเท่านั้น มีมอเตอร์มาให้ 2 ตัว ทำงานได้ไวและเงียบ โครงสร้างหลักเป็นโลหะมีความทนทาน รับน้ำหนักได้ถึง 160Kg ท็อปไม้เคลือบเมลามีนเพิ่มความทนทาน และยังกันน้ำ รวมถึงความชื้น ความหนาอยู่ที่ประมาณ 2.5cm โดยมีตัวเลือกขนาดความกว้างยาวอยู่ 3 แบบ ถ้าเน้นทำงาน เล่นเกม มีจอใหญ่ แนะนำ 200x85cm เพราะวางได้เต็มที่ และยังจัดโต๊ะให้ดูโล่งได้มากขึ้น แต่ถ้าของน้อย ใช้พีซีตัวเล็ก เช่น Mini-ITX รุ่นเล็กสุด 140x75cm ก็เพียงพอแล้ว รุ่นนี้รับประกันมอเตอร์ 5 ปี ซึ่งเท่าที่เช็คไซส์ใหญ่สุด ราคา 19,900 บาท เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ และการรับประกันยาวๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย สำหรับคนที่ทำงานและเน้นการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ หรือใช้ในสำนักงานที่ต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์

แต่ถ้างบประมาณคุณน้อยลงมาหน่อย ก็มีโต๊ะคอมอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในราคาที่ย่อมเยาลงมากับ Neolution E-Sport Atlantis โต๊ะคอมเกมมิ่งกึ่งทำงาน ขนาดใหญ่ วางจอได้ 2 ตัว พร้อมกับรับน้ำหนักเคสย่อมๆ ได้สบาย กับความยาวถึง 160cm ให้พื้นที่วางเมาส์แพดกว้างขวาง วัสดุแข็งแรง ปรับระดับได้ แต่เป็นแบบ Manual ผู้ใช้ต้องไขน็อตปรับเลื่อนความสูงเอง ที่น่าสนใจคือ ให้เมาส์แพดขนาดใหญ่มาแบบเต็มพื้นที่โต๊ะ พื้นผิวโต๊ะเป็นแบบคาร์บอน ทนต่อการขีดข่วน มีที่วางแก้วมาให้ พร้อมกับที่แขวนหูฟัง ส่วนขาผลิตจากคาร์บอนสตีลเฟรม รับน้ำหนักได้ถึง 100Kg สนนราคาประมาณ 4 พันกว่าบาทเท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
ปรับระดับได้ ตามสรีระและการใช้งาน ต้องอาศัยเวลาและเครื่องมือในการประกอบ
พื้นผิวแข็งแรง
พื้นที่กว้าง วางของสะดวก

2.โคมไฟหน้าจอ

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Baseus i-Wok LED Hanging Light เป็นโคมไฟติดหน้าจอหรือแขวนบนจอมอนิเตอร์ ที่ได้รับออกแบบได้อย่างโดดเด่น มีฟังก์ชั่นการทำงานกำลังพอเหมาะ ดีไซน์เข้ากันได้กับจอในหลายสไตล์ สามารถปรับระดับแสงไฟได้ถึง 3 เลเวลด้วยกัน โดยการกดปุ่มที่อยู่ด้านข้างของตัวโคม ให้โทนของสีได้สูงสุด 5000K สามารถเข้ากับสภาวะแสงรอบๆ ตัวภายในห้องได้ดี ดูแล้วสบายตา ไม่ว่าจะเป็นการท่องอินเทอร์เน็ต ที่อาจต้องการโทนที่ดูนุ่มนวลสบายตา มองเห็นได้ชัด หรือปรับความสว่างให้สูงขึ้น เมื่อชมภาพยนตร์ หลอดไฟเป็นแบบ LED ส่วนบอดี้เป็นอะลูมิเนียม เบาและทนทานดูมีความพรีเมียม กับโทนสีดำ ใช้แรงดันไฟเพียง 5W เท่านั้น ความยาวอยู่ที่ประมาณ 50cm น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม สามารถติดตั้งได้ง่าย รูปแบบจะคล้ายกับกล้อง Webcam ใช้การเกี่ยวติดกับด้านบนของหน้าจอ ให้การเกาะยึดได้แน่นหนาพอสมควร ไม่ทำให้เกิดรอยบนตัวจอ เป็นข้อดีมากๆ ส่วนขนาดอาจจะไม่ลงตัวกับโน๊ตบุ๊คเท่าใดนัก แต่เน้นที่การใช้ร่วมกับจอคอมขนาด 24″ ขึ้นไป โดยเคาะราคาอยู่ที่ประมาณ 900 บาท เท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
ให้ความสว่างหน้าจอได้ในการทำงานที่มืด เหมาะกับจอแบบ Flat
ปรับระดับความสว่างได้
ดีไซน์สวย

3.ลำโพง

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Klipsch Promedia 2.1 BT ลำโพงไร้สายขนาดกระทัดรัด ดีไซน์ที่เรียบง่าย เข้าได้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นสีดำหรือขาวก็ตาม ด้วยความเป็นลำโพง 2.1 ที่มี Subwoofer และลำโพงซ้าย-ขวามาให้ อาจจะดูต้องใช้พื้นที่มากขึ้น แต่อย่าลืมว่าคุณสามารถวางซับวูเฟอร์ที่พื้นได้ อีกทั้งเสียงก็ยังออกมาจัดจ้าน เพราะได้ตัวขับที่ให้เสียงกลางแน่นขึ้นนั่นเอง จะต่างจากลำโพงจัดโต๊ะคอมทั่วไปที่เป็น 2 ช่องทางซ้าย-ขวาเท่านั้น นอกจากนี้รองรับการเชื่อมต่อแบบบลูทูธเป็นค่าพื้นฐาน สามารถลิงก์จากสมาร์ทโฟน เพื่อเล่นมีเดียได้ทันที ในกรณีที่ใช้งานแบบ 2 แชนแนล รวมถึงการควบคุมระดับเสียงผ่านทางลำโพง Satlelite ได้ง่าย ลำโพงนี้เหมาะกับคนที่ชอบความโดดเด่นในด้านเสียง เน้นความบันเทิงเป็นหลัก และจัดโต๊ะให้สวยงาม แม้จะมีสายต่ออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เกะกะมากมายนัก สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 9,900 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ดีไซน์สวย เป็นแบบ 2.1 ให้เสียงหนักแน่น ต้องแยก Sub woofer ไว้ด้านล่าง
รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ
ปรับจูนได้บนตัวลำโพง

4.แผ่นรองเมาส์

เป็นของที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่จะจัดโต๊ะคอมให้ดูสวย และเหมาะกับการใช้งาน มีให้เลือกทั้งแบบเป็นสไตล์ของคุณเอง จะเป็นภาพกราฟิก ลายการ์ตูนน่ารัก หรือจะเป็นแบบที่เรียบง่าย สีพื้นๆ แต่สิ่งที่จะแตกต่างกันนั้นก็คือ เรื่องของขนาดและฟีเจอร์ความพิเศษต่างๆ เช่น ขนาดของเมาส์แพด หากคุณชอบที่ใช้พื้นที่กว้างๆ ในการเลื่อนเมาส์ และจัดวางคีย์บอร์ดได้ด้วย อาจจะเลือกความยาวที่ใกล้เคียงกับโต๊ะ หรือชอบสีสันในการตกแต่ง เมาส์แพดบางรุ่นมาพร้อมลวดลายที่เรืองแสงได้ หรือมีขอบข้างที่เป็นแสงไฟ RGB ช่วยเพิ่มความสวยงาม เป็นต้น

จะเลือกแผ่นรองเมาส์อย่างไรดี?

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ขนาดที่เหมาะกับการเล่นเกมของคุณ เช่น เล่นเกมแนว Action FPS หรือ RPG ไม่ต้องใหญ่มาก เพราะไม่ต้องลากเมาส์ไปไกล สาดกระสุนได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเล่นแนว MOBA หรือว่า RTS อาจจะต้องดูแผนที่ ลากเมาส์เลือกออปเจกต์ ก็ต้องเพิ่มไซส์เมาส์แพดให้ใหญ่ขึ้น

เรื่องต่อมาคือ พื้นผิวหน้าสัมผัส เน้นเคลื่อนตัวไว ให้ใช้แบบ Speed เน้นควบคุมง่าย มีความแม่นยำสูงให้เลือกแบบ Control แต่ปัจจุบันแทบจะทำออกมาเป็นแผ่นเดียวกัน จะมีบางรุ่นเท่านั้นที่แยกฟีเจอร์ทั้ง 2 แบบให้เลือกใช้

สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของวัสดุและการผลิต นอกจากพื้นผิวที่ต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานได้รับการถักทอที่หนาแน่น เพื่อให้รับต่อการเคลื่อนไหวเมาส์ได้ดีแล้ว ยังต้องทนต่อการขูดขีดหรือการพับม้วนได้ดีในระดับหนึ่ง ด้านใต้มีฟีตที่ยึดเกาะกับพื้นโต๊ะได้แน่นหนา ไม่เคลื่อนได้ง่าย ในขณะที่เล่นเกม เพราะจะส่งผลต่อการแพ้ชนะได้เลยทีเดียว

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Chieftain Premium mousepad แผ่นรองเมาส์ขนาดใหญ่ มีให้เลือกตั้งแต่ 220x280mm และ 300x900mm เรียกว่าไซส์ใหญ่สุด ก็เกือบเต็มโต๊ะคอมขนาดเล็กเลยทีเดียว แต่จุดเด่นเค้าอยู่ที่ การเป็นเมาส์แพดแบบแข็ง ด้วยโลหะความหนาประมาณ 1.2mm ซึ่งให้พื้นผิวที่เพิ่มความแม่นยำ และมีความแข็งแรง ผิวหน้ามีความละเอียดสูง เหมาะกับการที่เคลื่อนเมาส์ด้วยความแม่นยำ รองรับเมาส์ทั้งในแบบเลเซอร์และออพติคอล มียางรองพื้นกันลื่นด้านล่าง โดยไซส์ XL ราคาอยู่ที่ 1,330 บาท

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Corsair MM700 RGB แต่ถ้าใครที่ชอบความตื่นตาตื่นใจ จัดโต๊ะคอมแล้วดูล้ำสมัย มีสไตล์โดดเด่น เน้นแสงไฟ RGB เมาส์แพดไซส์ใหญ่จาก Corsair รุ่นนี้ มีทุกอย่างที่คุณชอบ ด้วยพื้นผิวที่ดูหรูหรา ได้รับการถักทอผิวหน้ามาอย่างหนาแน่น เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับเมาส์ที่ DPI สูงๆ ตอบโจทย์ทั้งในแง่การเล่นเกมและทำงาน ให้การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล และยังเป็นแบบที่พับม้วนได้ จุดเด่นอยู่ที่ขอบข้าง ซึ่งมาพร้อมแสงไฟ RGB แบบ 3 โซน ปรับแต่งได้ถึง 12 โพรไฟล์ ด้วยการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ iCUE มีตัวเลือกที่ยาวถึง 930mm x 400mm เรียกว่าใหญ่เกือบเต็มโต๊ะ ให้การเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต USB และยังเป็น USB Hub ในการเชื่อมต่อหูฟังหรือเมาส์ ด้านใต้เป็นแบบ Anti-Slip ซึ่งเป็นพื้นยาง กันการเคลื่อนไหว เมื่อเลื่อนเมาส์ในช่วงที่กำลังเล่นเกม ราคาเมาส์รุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
เมาส์แพดขนาดใหญ่ วางอุปกรณ์ได้สะดวก ต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดโต๊ะ
มีแสงไฟ RGB เพิ่มความสวยงาม
เพิ่มความหรูหราให้โต๊ะคอมได้ดี

5.ที่แขวนหูฟัง

แม้ว่าจะดูเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ แต่ก็พูดได้เต็มปากว่า ช่วยจัดระเบียบและเพิ่มความเป็นเกมมิ่งบนโต๊ะคอมของคุณได้ดีทีเดียว ไม่ว่าคุณจะใช้หูฟังแบบต่อสายหรือไร้สายก็ตาม เพิ่มความสวยงาม และการหยิบใช้ที่สะดวกได้ในตัว แต่จะไม่เลือกใช้ก็ได้ ถ้าในกรณีคุณมีจอคอมบางรุ่นที่เพิ่มฟังก์ชั่น ตัวแขวนหูฟังมาด้วย แต่ถ้าใครอยากจะได้ไว้ใช้ ปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบหหลักๆ คือ หนีบกับโต๊ะ และขาตั้งแขวน แล้วแต่ความสะดวก ใครโต๊ะเล็กหรืออยากประหยัดพื้นที่บนโต๊ะ ใช้แบบแขวนที่ขอบโต๊ะก็ได้ แต่ถ้ามีเมาส์สวย อยากโชว์ให้เข้าเซ็ต เป็นแบบขาตั้งก็น่าสนใจ

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Cougar Bunker S RGB ที่แขวนหูฟังสำหรับเกมเมอร์ที่จัดเซ็ตคอม RGB เอาไว้อย่างสวยงาม เพราะ Headset stand รุ่นนี้ นอกจากจะออกแบบมากดูล้ำสมัย สามารถแขวนหูฟังขนาดใหญ่ในแบบ Over-ear ได้ ยังปรับเปลี่ยนรูปแบบใช้ยึดกับตัวเคส แล้วแขวนหูฟังในแบบแนวนอนได้อีกด้วย โดยมีตัวดูดแบบสูญญากาศ ที่ยึดกับโต๊ะหรือพื้นผิวเรียบแบบเคสได้อย่างแน่นหนา พร้อมพอร์ต USB 2.0 ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย แต่ที่โดดเด่นน่าสนใจก็คือ การมีแสงไฟที่ฐานเป็นแบบ RGB ปรับเปลี่ยนโหมดแสงไฟได้จากปุ่มที่ตัวฐานได้เลย อเนกประสงค์และยังลงตัวกับเคสหล่อๆ ของคุณได้ดี ราคาประมาณ 1,490 บาท

โต๊ะคอมพิวเตอร์

แต่ถ้าคุณแต่งโต๊ะคอมพิวเตอร์ในสไตล์ที่เรียบหรูดูดี อาจไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของแสงสีมากนัก ราคาเบาๆ แบบนี้ก็น่าจะตรงใจคุณได้มากกว่า โดยเป็นหูฟังงานไม้ ที่มีการขัดเคลือบสีมาอย่างสวยงาม เข้ากับโต๊ะคอมที่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือโทนสีขาว น้ำตาล เพื่อให้ดูอบอุ่น รวมถึงหูฟังในสไตล์อะคูสติก หรือแนวเรโทร ที่มีความเรียบง่าย มีขนาดให้เลือกมากมายทีเดียว ราคาประมาณ 500-700 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่คุณต้องการ

จุดเด่น ข้อสังเกต
ใช้เป็นอุปกรณ์ประดับโต๊ะได้ดี ใช้งานกับหูฟังไร้สายคล่องตัวมากกว่า
วางหูฟังได้อย่างปลอดภัย
ราคาไม่สูงมาก

6.ขาตั้งจอ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบความเป็นระเบียบ และการใช้งานจอคอมที่คุณสามารถคอนโทรลเอง หรือปรับระดับได้ ในแบบที่คุณต้องการ โดยไม่ยึดติดกับการใช้ร่วมกับขาตั้งพื้นฐานที่มากับจอภาพปกติ ซึ่งจอบางรุ่นอาจปรับได้เพียงมุมก้ม-เงยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นขาตั้งจอแล้ว นอกจากจะให้คุณปรับขยับได้ตามใจชอบแล้ว ยังให้คุณติดตั้งได้มากกว่า 1 จอ รวมถึงลดการใช้พื้นที่จัดวางบนโต๊ะคอมของคุณได้อีกด้วย เหลือพื้นที่เอาไว้ใช้วางอุปกรณ์อื่นๆ ได้สะดวกกว่า

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Kaloc KLC-DS90 ขาตั้งจอหรือขาแขวนจอคอมราคาหลักร้อย เหมาะสำหรับคนที่ใช้จอเดียว ปรับเลื่อนง่าย ติดตั้งเองได้ไม่ยุ่งยาก ใช้การยึดกับขอบโต๊ะคอมหรือโต๊ะทำงาน สามารถใช้ร่วมกับจอภาพได้ถึง 32″ ที่น้ำหนักสูงสุดประมาณ 9Kg เมาท์ติดตั้งกับหลังจอมาตรฐาน VESA 75 x 75mm และ 100 x 100mm มีระบบ Gas spring ช่วยในการจัดตำแหน่งของจอได้ง่ายขึ้น โดยมีฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้สามารถปรับมุมก้ม-เงยได้มากขึ้น รวมถึงหมุนจอแบบ Pivot 90 องศา หันซ้าย-ขวาและปรับความสูงได้ถึง 42cm และมีพื้นที่ให้จัดการสายให้ดูเรียบร้อย ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 699 บาท

Loctek 3S Move Triple LCD Stand แต่ถ้าคุณเป็นสายเทรดหุ้น หรือทำงานด้านตัดต่อวีดีโอและต้องใช้งานมัลติมอนิเตอร์ระดับ 3 จอ ขาตั้งรุ่นนี้น่าจะตอบความต้องการของคุณได้ดีที่สุด ด้วยแกนหลักขาตั้งขนาด 2″ ไม่หนาเทอะทะเกินไป แต่แข็งแรง พร้อมแขนที่ยืดออกไปรองรับจอขนาด 14-27″ ได้ถึง 3 ตัวด้วยกัน พร้อมกับให้การหมุนจอได้แบบ 360 องศา ปรับมุมก้มเงยได้ รวมถึงรองรับ VESA Mount 75 x 75mm และ 100 x 100mm มาตรฐาน ปรับความสูงได้ถึง 36cm ใช้การยึดเกาะกับโต๊ะแบบหนีบแข็งแรง ราคาประมาณ 4,700 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
รองรับการใช้งานมัลติมอนิเตอร์ ติดตั้งต้องระวังอาจทำโต๊ะเป็นรอย
ติดตั้งง่าย รองรับจอใหญ่ได้
ปรับหมุนในมุมต่างๆ ได้

7.เกมมิ่งเมาส์

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Logitech G Pro Wireless Mouse เป็นเมาส์ที่มีดีไซน์ทันสมัย แต่ไม่ได้หวือหวาหรือเน้นไปทางแสงไฟ RGB ที่ดูล้ำๆ มากนัก จึงเข้ากันได้กับการจัดโต๊ะคอมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวเกมมิ่งหรือโต๊ะทำงานก็ตาม ด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย LIGHTSPEED ตอบสนองได้ไว สามารถใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา ปุ่มกดเป็นแมคคานิคอล ให้ค่า DPI สูงสุดถึง 16000DPI ด้วยเซ็นเซอร์ HERO 16K และ Polling Rate 1000Hz น้ำหนักเบาแค่ 80 กรัมเท่านั้น สามารถบันทึกค่าโพรไฟล์ได้ในตัว ปุ่มมาโครด้านข้าง ปรับเปลี่ยนได้ สามารถใช้งานได้ถึง 60 ชั่วโมงต่อการชาร์จราคาประมาณ 5,990 บาท

โต๊ะคอมพิวเตอร์

Asus Rog Spatha Wireless Mouse แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเมาส์ดีไซน์ที่ล้ำสมัย ฟีเจอร์แน่น และเพิ่มความโดดเด่นให้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์และพีซีของคุณได้มากขึ้น เมาส์รุ่นนี้คือคำตอบของคุณ ด้วยการออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยเฉพาะ ใช้งานได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย เหมาะทั้งเกม MMORPG และ Action บอดี้ดูแปลกตา วัสดุแม็กนิเซียมอัลลอยที่ดูดุดัน มีแสงไฟ RGB ที่ด้านข้างของตัวเมาส์ สวิทช์ OMRON ให้ความทนทาน และการตั้งมาโครได้ถึง 12 ปุ่ม ให้ความแม่นยำได้ถึง 8,200DPI และ Polling Rate 2000Hz น้ำหนักเพียง 178g และแท่นชาร์จแนวตั้ง ราคาประมาณ 5,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
ตอบโจทย์การเล่นเกมได้ดี ใช้แบบไร้สาย ไม่เกะกะ
ปรับแต่งมาโครได้
สีสันสวยงาม เหมาะกับโต๊ะคอม

8.แสงไฟ RGB

น่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ได้ไม่น้อยเลย ด้วยเฉดโทนสีที่สามารถเปลี่ยนได้ตามความต้องการ และบางรุ่นยังปรับโหมดให้เข้ากับโน๊ตบุ๊คหรือพีซี รวมถึงเกมมิ่งเกียร์ที่ใช้อยู่ได้อย่างลงตัว ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแบบให้เลือกใช้งาน มีตั้งแต่งบหลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับสไตล์และห้องของคุณว่าอยากให้เป็นแนวใด และมีงบประมาณมากน้อยเพียงใด

โต๊ะคอมพิวเตอร์

หลอดไฟ RGB ในแบบรังผึ้ง ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจ สามารถติดเข้ากับผนังด้านหลัง เพิ่มสีสันให้กับโต๊ะคอมได้ดีทีเดียว โดย 1 ชุดมี 6 ชิ้น จัดเรียงกันตามรูปแบบที่คุณชอบ จุดเด่นอยู่ที่การคอนโทรล เพื่อเปลี่ยนแสงไฟในแบบ RGB ได้ง่ายผ่านทางแอพฯ ที่ใช้ได้ทั้งแอนดรอยด์และ iOS ปรับโพรไฟล์แสงได้มากกว่า 200 แบบ จะให้เล่นตามเสียงเพลงก็ได้ หรือจะใช้รีโมทที่มีมาให้ปรับแต่งได้สนุก และยังเชื่อมต่อกันได้มากกว่า 40 ชิ้่นเลยทีเดียว กับตัวล็อคที่ดูแน่นหนา โดยราคาประมาณ 1,190 บาทต่อชุดเท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
เพิ่มความสวยงามให้โต๊ะคอม บางแบบใช้งานค่อนข้างยาก
มีหลายแบบให้เลือก
ควบคุมผ่านแอพฯ ได้

9.เก้าอี้เกมมิ่งหรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ

โต๊ะคอมพิวเตอร์

MSI MAG CH130 X เก้าอี้เกมมิ่งดีไซน์หรูหรา แต่ราคาไม่ถึงหมื่นบาท ออกแบบมาเพื่อคอเกม ที่ชอบเก้าอี้ในสไตล์สปอร์ต แต่นั่งสบายมากขึ้น ออกแบบให้โอบกระชับในช่วงไหล่ และมี High Density Foam ของเบาะนั่งเพื่อความรู้สึกที่แน่นหนา เพิ่มความมั่นใจในการเล่นเกม กับผิวสัมผัสที่เป็นแบบหนัง พร้อมด้วยลายเส้นแบบคาร์บอน เพื่อความทันสมัย โทนสีดำตลอดทั้งตัว ตัดกับการเดินด้ายสีขาว คล้ายกับรถสปอร์ต สามารถปรับเลื่อนได้ทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นที่วางแขน หรือปรับความสูง รวมถึงเอนหลังได้ถึง 150 องศา เพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง ด้วยโลหะทนทาน รองรับน้ำหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม และขาโลหะ 5 แฉก พร้อมล้อเลื่อน ให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว

โต๊ะคอมพิวเตอร์

ส่วนใครที่ชอบความเรียบง่าย แม้จะออกไปทางเกมมิ่ง แต่ก็ดูสุขุมนั่งสบายกับ Cooler Master CALIBER X1 ในงบไม่ถึงหมื่นบาท ดีไซน์ที่เรียบหรูแต่ให้อารมณ์ที่ดูสปอร์ต ในโทนสีเทาดำ กับเบาะหนัง PU ที่เจาะรูระบายอากาศ ที่เป็นเอกลักษณ์ เสริมด้านข้างกับลวดลายที่ดูคล้ายเบาะรถแข่ง จุดเด่นอยู่ที่การปรับระดับเอนนอนได้ 180 องศาแนวราบ ครงสร้างโลหะให้ความแข็งแรง และบอดี้อะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ตัวเบาะเป็นโฟมความหนาแน่นสูง เสริมความแน่นกระชับ ปรับระดับได้สองส่วนด้วยกันคือ เพิ่ม-ลดความสูง และเอนเบาะอยู่ด้านใต้เก้าอี้ พร้อมที่พักแขน 4D ซึ่งสามารถปรับเลื่อนได้สี่ทิศทาง ขึ้น-ลง, ซ้าย-ขวา รวมถึงเลื่อนไปข้างหน้าได้อีกด้วย ส่วนเบาะเสริมจะมีให้เพียง Back rest เท่านั้น เพราะส่วนบนของเก้าอี้ ถูกเสริมมาอย่างดี รับน้ำหนักได้ถึง 150Kg ด้วยโช๊ค Gaslift Class 4 ให้ความทนทานด้วยล้อขนาด 75mm เป็นล้อขนาดใหญ่

จุดเด่น ข้อสังเกต
ดูโดดเด่น ทันสมัย ความนั่งสบายขึ้นอยู่กับสรีระผู้ใช้
ปรับระดับได้
เพิ่มความสวยงามให้กับโต๊ะคอมได้

Conclusion

ก็เป็นการรวบรวมเอาของแต่งที่จะนำมาใช้ในการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณให้ดูโดดเด่นมากขึ้นในปี 2022 เผื่อใครที่ไอเดียหรือกำลังจะต้องทำงานที่บ้าน รวมถึงอยากแต่งโต๊ะคอมเล่นเกมของคุณใหม่ อุปกรณ์เหล่านี้ก็พอจะเป็นแนวทางให้กับคุณได้ รวมถึงยังเลือกปรับให้เหมาะกับบ้าน หรือห้อง รวมถึงของเดิมที่คุณมีอยู่ เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่น่าสนใจ สามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็น คีย์บอร์ด ฟิกเกอร์ หรือว่าจะเป็นของเล่นในคอมของคุณ ซึ่งหากเซ็ตดีๆ เช่น เมนบอร์ด กราฟิกการ์ด ที่เข้าคู่กัน ก็ยิ่งทำให้โต๊ะคอมของคุณดูน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว หรือถ้าใครมีไอเดียเด็ดๆ แนะนำเพื่อนๆ ก็อย่าลืมคอมเมนต์กันมานะครับ จะได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กัน ขอให้มีความสุขกับการจัดโต๊ะคอมใหม่ในปีหน้านี้นะครับ

from:https://notebookspec.com/web/631055-10-component-pc-table-2022

6 หูฟังครอบหูสายเกมมิ่งตัวเด็ดเพื่อเกมเมอร์ มีแบบไร้สายให้เลือกด้วย เริ่มแค่ 1,290 บาทเท่านั้น

หูฟังครอบหูเพื่อเกมเมอร์ตอนนี้มีรุ่นเด็ดๆ ให้เลือกเพียบ! มีราคาตั้งแต่ถูกไปจนตัวแพงเลย!

headphone cover

หูฟังครอบหูหรือเฮดโฟนเป็นหูฟังอีกประเภทที่เกมเมอร์หลายๆ คนเลือกมาใช้เล่นเกมเพราะไดรเวอร์ที่ใหญ่และฟีเจอร์จำลองทิศทางเสียงได้ตั้งแต่ 5.1, 7.1 แชนแนล ซึ่งเกมเมอร์สาย FPS จะได้ประโยชน์จากฟีเจอร์นี้มากทีเดียว จะได้ยินเสียงของศัตรูเวลาปะทะได้ง่ายยิ่งขึ้น และบางรุ่นก็สามารถติดตั้งโปรแกรมเสริมเพื่อให้เล่นเกมได้สนุกและได้เปรียบคู่แข่งยิ่งขึ้นอีกด้วย

Advertisementavw

อย่างไรตาม หูฟังทรงครอบหูสำหรับเกมเมอร์ปัจจุบันนี้มีให้เลือกหลายรุ่นและแบรนด์เกมมิ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็มีฟีเจอร์เด่นๆ เป็นจุดขายของตัวเองให้เกมเมอร์ได้เลือกไปเล่นเกมกัน ซึ่งบางคนอาจจะเลือกเกมมิ่งเฮดโฟนแตกต่างจากเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นที่ใช้งานเป็นประจำก็ได้หรือจะใช้เป็นแบรนด์เดียวกันกับเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นก็ช่วยให้ตั้งค่าได้สะดวกเพราะใช้แค่ซอฟท์แวร์เดียวจัดการได้ทั้งหมดเลย

หูฟังครอบหู

6 หูฟังครอบหูสายเกมมิ่งเพื่อเกมเมอร์เล่นเกมเพลินได้ใจ!

ถ้าเกมเมอร์คนไหนที่กำลังหาหูฟังดีๆ เอาไว้เล่นเกมสักตัว ณ ตอนนี้ในช่วงหลักพันต้นๆ จะมีรุ่นดีๆ ให้เลือกกันหลากรุ่นหลายแบรนด์เลย โดยทั้ง 6 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. Fantech WH01 (1,290 บาท)
  2. Corsair HS35 (1,390 บาท)
  3. JBL Quantum 100 (1,590 บาท)
  4. SteelSeries Arctis 1 (2,290 บาท)
  5. Lenovo Legion H600 (3,509 บาท)
  6. Logitech Pro X (3,999 บาท)
1. Fantech WH01 (1,290 บาท)

WH01 1000x600 1

เริ่มต้นด้วยแบรนด์หูฟังลูกผสมที่เล่นเกมก็ดีฟังเพลงก็ไม่แพ้ใครอย่าง Fantech WH01 ที่ผู้เขียนซื้อมาใช้เล่นเกมกับพีซีของตัวเองอยู่ ซึ่งตัวหูฟังจะเป็นเสียงสเตอริโอแยกทิศทางเสียงของศัตรูได้ชัดเจนระดับหนึ่งและจะเด่นเวลาฟังเพลงเพราะว่าได้มิติเสียงหนักแน่นและมีเบสเยอะกำลังดีอีกด้วย

ด้านสเปคของหูฟังตัวนี้จะดีไซน์เป็นแบบครอบหูและสามารถพับเก็บได้ เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ Bluetooth 5.0 อัตราหน่วงต่ำ (Low Latency) ก็ได้ทำให้เล่นเกมแล้วเสียงไม่เกิดการดีเลย์หรือขาดช่วงโดยเฉพาะตอนเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน มีปุ่มควบคุมเพิ่มลดเสียง, เปลี่ยนเพลงหรือเปิดปิดตัวหูฟังติดมาให้ด้านข้างตัว ตัวไดรเวอร์หูฟังมีขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีไมโครโฟนในตัวรับเสียงแบบ Omni Directional ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 16 kHz ฝังแบตเตอรี่เอาไว้ในตัวใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 60 ชม. ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยพอร์ต USB-C จะชาร์จด้วยปลั๊กหรือ Power Bank ก็ได้ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าหูฟังนี้จะเหมาะกับผู้ใช้ที่เล่นเกมทั้งในพีซีและสมาร์ทโฟนและเน้นความบันเทิงด้วย ไม่ได้โฟกัสเล่นพีซีเกมแบบเต็มที่ก็ซื้อตัวนี้ไปใช้งานได้ แต่ถ้าเป็นฮาร์ดคอร์เกมเมอร์เน้นทิศทางเสียงคมเป็นพิเศษก็อาจจะข้ามไปตัวอื่นจะดีกว่า

สเปคของ Fantech WH01
  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนในตัวรับเสียงแบบ Omni Directional ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 16 kHz
  • มีปุ่มควบคุมเพิ่มลดเสียง, เปลี่ยนเพลงหรือเปิดปิดตัวหูฟังติดมาให้
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ Bluetooth 5.0 อัตราหน่วงต่ำ (Low Latency)
  • แบตเตอรี่เอาไว้ในตัวใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 60 ชม. ชาร์จด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Windows และสมาร์ทโฟน
  • ราคา 1,290 บาท (Gadget Villa Shopee)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. รองรับการเชื่อมต่อทั้งมีและไร้สาย 1. เหมาะกับผู้ใช้แบบทั่วไป ไม่แนะนำสำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์เพราะเสียงเป็นสเตอริโอธรรมดา ไม่ได้แยกทิศทางเหมือนรุ่นเกมมิ่ง
2. ใช้งานไร้สายต่อเนื่องได้ 60 ชม.  
2. Corsair HS35 (1,390 บาท)

CA 9011195 NA Gallery HS35 BLACK 01

Corsair HS35 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังครอบหูเน้นเกมมิ่งเป็นหลัก โดยจุดเด่นคือมันสามารถเอาไปเล่นเกมกับ PC, PS4, PS5, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตและ Xbox One (แต่ต้องซื้ออแดปเตอร์เฉพาะของ Microsoft มาใช้ด้วย) ได้เลย สามารถถอดไมโครโฟนออกได้เมื่อไม่ใช้งานและมีปุ่มควบคุมตัวหูฟังติดมาให้ด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 50 มม. มาให้และตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz ได้เสียงแบบสเตอริโอ และไมค์เป็น Unidirectional พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนในตัว ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz สามารถถอดเก็บได้ถ้าไม่ต้องการใช้งาน ส่วนการเชื่อมต่อใช้สาย 3.5 มม. เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานได้เลย และหูฟังกับไมค์เซ็ตนี้ได้รับการรับรอง Discord-Certified แล้วว่าเป็นเฮดโฟนที่ปรับแต่งคุณภาพเสียงให้สื่อสารกับเพื่อนตอนเล่นเกมได้ดี ดังนั้นถ้าใครต้องการหาเกมมิ่งเฮดโฟนดีๆ ราคาไม่แพงมากสักตัวเอาไว้เล่นเกมก็ซื้อตัวนี้ได้เลย

สเปคของ Corsair HS35
  • ไดรเวอร์ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนแบบถอดเก็บได้รับเสียงแบบ UniDirectional พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • มีปุ่มเปิดปิดไมค์และวงล้อปรับเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. 
  • รองรับ PC, PS4, PS5, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตและ Xbox One
  • ราคา 1,390 บาท (Corsair Shopee Mall)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้งานกับอุปกรณ์ได้หลากหลายแบบ 1. เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น
2. ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนและได้รับ Discord-Certified ด้วย  
3. JBL Quantum 100 (1,590 บาท)

JBL Quantum 100 Product Image Hero Black 02

ด้านแบรนด์ที่เด่นเรื่องเสียงเพลงอย่าง JBL ก็มีหูฟังครอบหูสายเกมมิ่งให้เลือกด้วย โดยรุ่นแนะนำเป็น JBL Quantum 100 รุ่นเริ่มต้นเพื่อเกมเมอร์ที่ชอบเสียงเพลงด้วย โดยจุดเด่นของหูฟังตัวนี้คือรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หลากหลายแบบและมีฟีเจอร์ JBL QuantumSOUND ให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ JBL อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะใช้ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีปุ่มและวงล้อปรับเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้และสามารถจำลองเสียง 7.1 แชนแนลได้ ติดตั้งไมโครโฟนมาให้เป็นแบบถอดเก็บได้ถ้าไม่ใช้งาน ส่วนตัวหูฟังสามารถพับเป็นแนวราบวางกับพื้นโต๊ะได้ รองรับการเชื่อมต่อกับ PC, PlayStation, Xbox, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟน, macOS ได้ ใช้สายหูฟัง 3.5 มม. ถ้าเชื่อมต่อกับ Windows สามารถใช้ Windows Sonic Spatial Sound ได้ด้วย เรียกว่าเป็นหูฟังเกมมิ่งจากแบรนด์ผู้ผลิตหูฟังเพื่อการฟังเพลงที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งและราคาไม่แพงมากด้วย ถ้าใครชื่นชอบแบรนด์นี้ก็สามารถเลือกซื้อไปใช้ได้เลย

สเปคของ JBL Quantum 100
  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz จำลองเสียง 7.1 แชนแนล
  • ฟีเจอร์ JBL QuantumSOUND ให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ JBL
  • ไมโครโฟนถอดเก็บได้ มีปุ่มเปิดปิดไมค์และวงล้อปรับเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. 
  • รองรับ PC, PlayStation, Xbox, Nintendo Switch, สมาร์ทโฟน, macOS
  • ราคา 1,590 บาท (Mercular)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. จำลองเสียงแบบ 7.1 แชนแนลได้ มี JBL QuantumSOUND 1. เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น
2. รองรับหลากหลายระบบปฏิบัติการ ใช้งานได้หลากหลายเครื่อง  
4. SteelSeries Arctis 1 (2,290 บาท)

buyimg arctis1 pc 001.jpg 1920x1080 q100 crop fit optimize subsampling 2

SteelSeries Arctis 1 นับเป็นหูฟังเกมมิ่งรุ่นเล็กของ SteelSeries แต่ก็ยังได้ฟีเจอร์เยอะไม่แพ้รุ่นใหญ่เลย ทั้งระบบเสียง Arctis Sound ที่แยกทิศทางศัตรูได้คมชัดเหมือนรุ่นใหญ่, ไมค์แบบตัดเสียงรบกวนเวลาพูดคุยกับเพื่อน, รองรับหลากหลายระบบปฏิบัติการและในตัวหูฟังยังใช้ก้านโลหะแข็งแรงทนทานทำให้ใช้งานได้หลายปีไม่เสียหายง่ายๆ

สเปคของหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz แบบเดียวกับ Arctis 7 มีสวิตช์เลื่อนเปิดปิดไมโครโฟนและล้อเพิ่มลดเสียงติดตั้งมาให้ มีไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน รับเสียงแบบ Bidirectional ติดตั้งมาให้ ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz และถอดเก็บได้เมื่อไม่ต้องการใช้งาน เชื่อมต่อกับ PC, macOS, PS4, PS5, Xbox, Nintendo Switch และสมาร์ทโฟนได้ด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. และในกล่องมีสายเสริมการเชื่อมต่อแถมมาให้ด้วย แต่ข้อสังเกตคือหูฟังตัวนี้จะไม่รองรับการตั้งค่าด้วยโปรแกรม SteelSeries Engine เหมือนกับเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นของทางค่าย ยกเว้นตัว Arctis 1 Wireless จะรองรับซอฟท์แวร์ของทาง SteelSeries ด้วย

สเปคของ SteelSeries Arctis 1
  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • มีระบบเสียง Arctis Sound ที่แยกทิศทางศัตรูได้คมชัด
  • ไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวน รับเสียงแบบ Bidirectional ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. 
  • รองรับ PC, macOS, PS4, PS5, Xbox, Nintendo Switch และสมาร์ทโฟน
  • ราคา 2,290 บาท (Mercular)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้ไดรเวอร์รุ่นเดียวกับรุ่นท็อปของทางค่าย 1. เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น
2. รองรับหลากหลายระบบปฏิบัติการ ใช้งานได้หลากหลายเครื่อง 2. ไม่รองรับ SteelSeries Engine เหมือนเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นของทางค่าย
3. ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน  
5. Lenovo Legion H600 (3,509 บาท)

GXD1A03963 500x400 6

นอกจากเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้ว Lenovo เองก็มีหูฟังครอบหูแบบเกมมิ่งให้เลือกซื้อไว้เล่นเกมเช่นกัน โดยรุ่นแนะนำเป็นรุ่น Lenovo Legion H600 โดยรุ่นนี้จะเป็นเกมมิ่งเฮดโฟนแบบไร้สาย จะใช้ USB Dongle 2.4 GHz หรือสายหูฟัง 3.5 มม. ก็ได้ จึงรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลายขึ้น

สำหรับหูฟังตัวนี้ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 50 มม. มาให้ ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีปุ่มควบคุมตัวหูฟังอย่างเพิ่มลดเสียง, ปุ่ม Power และสวิตช์เลื่อนเพื่อปิดเสียง ไมโครโฟนติดตั้งมาให้แบบถอดไม่ได้แต่ดันก้านขึ้นเพื่อเก็บได้ รับเสียงแบบ Unidirectional ตอบสนองความถี่ 200 Hz – 20 kHz มีแบตเตอรี่ในตัว 1,200 mAh ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 20 ชม. เชื่อมต่อด้วย USB Dongle คลื่น 2.4 GHz และสายหูฟัง 3.5 มม. ได้ด้วย ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ใช้สาย USB-C to A ที่แถมมาในกล่องชาร์จได้เลย ซึ่งถ้าใครเป็นทีม Lenovo อยากได้หูฟังให้เข้ากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คอย่าง Lenovo Legion ก็เลือกซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Lenovo Legion H600
  • ไดรเวอร์ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz
  • มีปุ่มควบคุมได้แก่ เพิ่มลดเสียง, ปุ่ม Power และสวิตช์เลื่อนเพื่อปิดเสียง
  • ไมโครโฟนพับเก็บได้ รับเสียงแบบ Unidirectional ตอบสนองความถี่ 200 Hz – 20 kHz
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ USB Dongle คลื่น 2.4 GHz 
  • รองรับหลากหลายอุปกรณ์ เช่น PC และเครื่องคอนโซล
  • ราคา 3,509 บาท (Lenovo Thailand)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ถึง 50 มม. 1. ไมโครโฟนเป็นแบบพับเก็บขึ้นข้างบน ถอดไม่ได้
2. เชื่อมต่อได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย  
6. Logitech Pro X (3,999 บาท)

Pro X 3

Logitech Pro X รุ่นนี้เป็นหูฟังเกมมิ่งที่มีทั้งรุ่นมีสายลาย League of Legends และแบบไร้สายที่ทางผู้เขียนเคยรีวิวไปทั้งคู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างชื่นชอบเฮดโฟนรุ่นนี้เป็นพิเศษและแนะนำสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหูฟังครอบหูสายเกมมิ่งคุณภาพดี ซื้อทีเดียวจบและได้ไมค์เสียงคมกับเทคโนโลยี BLUE VO!CE ไปใช้งาน และตัวโครงยังแข็งแรงเพราะใช้อลูมิเนียมและโฟมหูฟังเป็นเมมโมรี่โฟมนุ่มสบายและใช้งานกับโปรแกรม Immerse ของ Embody ช่วยแยกทิศทางเสียงศัตรูตอนเล่นเกมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้านสเปคก็ต้องถือว่าหูฟังครอบหู Pro X ตัวนี้น่าลงทุนซื้อมาใช้งานเพราะใช้ไดรเวอร์ PRO-G ขนาด 50 มม. ตลบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz ตั้ง EQ ได้ รองรับ DTS Headphone:X 2.0 ติดตั้งไมค์รองรับเทคโนโลยี BLUE VO!CE มาให้ รับเสียงแบบ Cardioid ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ให้เสียงพูดคุยกับเพื่อนชัดเจน ถ้าไม่ใช้งานก็สามารถถอดเก็บได้ เชื่อมต่อกับพีซี, สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. หรือต่อเข้ากับ USB DAC เข้ากับพีซีให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าเดิมและตั้งค่าทั้งหมดได้ด้วยโปรแกรม Logitech G HUB ได้เลย ซึ่งถ้าใครอยากได้หูฟังครอบหูสายเกมมิ่งดีๆ สักตัวและมีงบประมาณระดับหนึ่งก็แนะนำให้ลงทุนซื้อ Logitech Pro X ตัวนี้มาใช้งานได้เลย

สเปคของ Logitech Pro X
  • ไดรเวอร์ PRO-G ขนาด 50 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz ตั้งค่า EQ ได้ รองรับ DTS Headphone:X 2.0
  • ไมโครโฟนถอดเก็บได้ รับเสียงแบบ Cardioid ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz รองรับเทคโนโลยี BLUE VO!CE
  • เชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. หรือ USB DAC
  • ตั้งค่าการทำงานและ EQ ได้ในโปรแกรม Logitech G HUB
  • รองรับหลากหลายอุปกรณ์ เช่น PC, สมาร์ทโฟนและเครื่องคอนโซล
  • ราคา 3,999 บาท (Mercular)
ข้อดี ข้อสังเกต
1. ใช้โปรแกรม Logitech G HUB ตั้งค่าหูฟังได้ทั้งเสียงหูฟังและไมค์ 1. ราคาสูงสุดในกลุ่ม
2. หูฟังรองรับเสียง DTS Headphone:X 2.0  
3. ไมโครโฟนเป็น BLUE VO!CE คุณภาพสูง  

สรุปสเปคหูฟังครอบหูสายเกมมิ่งทั้ง 6 รุ่น ตัวเด็ดน่าโดน เล่นเกมเพลิน!

สำหรับหูฟังครอบหูทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำ จะมีตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นราคาเป็นมิตรไปจนถึงรุ่นสำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ให้เลือกซื้อด้วย โดยสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังครอบหู ไดรเวอร์ ไมโครโฟน การเชื่อมต่อ ระบบปฏิบัติการ ราคา
Fantech WH01 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

Omni Directional

ตอบสนองความถี่
100 Hz – 16 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม.

Bluetooth 5.0

Windows

สมาร์ทโฟน

1,290 บาท
Corsair HS35 50 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

UniDirectional
ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน

ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม. PC

PS4, PS5

Nintendo Switch

Xbox One

สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

1,390 บาท
JBL Quantum 100 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

จำลองเสียง 7.1 แชนแนล

JBL QuantumSOUND

ไมค์แบบถอดเก็บได้

มีปุ่มเปิดปิดไมค์และวงล้อเพิ่มลดเสียง

สายหูฟัง 3.5 มม. PC

PlayStation

Xbox

Nintendo Switch

สมาร์ทโฟน

macOS

1,590 บาท
SteelSeries Arctis 1 40 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

Arctis Sound

Bidirectional

ตัดเสียงรบกวน

ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม. PC

PlayStation

Xbox

Nintendo Switch

สมาร์ทโฟน

macOS

2,290 บาท
Lenovo Legion H600 50 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

Unidirectional

ตัดเสียงรบกวน

ตอบสนองความถี่ 200 Hz – 20 kHz

สายหูฟัง 3.5 มม.

USB Dongle คลื่น 2.4 GHz

PC

เครื่องคอนโซล

3,509 บาท
Logitech Pro X PRO-G ขนาด 50 มม.

ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz

DTS Headphone:X 2.0

Cardioid

ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz 

BLUE VO!CE

สายหูฟัง 3.5 มม.

USB DAC

PC

เครื่องคอนโซล

ตั้งค่าด้วย Logitech G HUB

3,999 บาท

สำหรับหูฟังครอบหูในตอนนี้ จะเห็นว่าแค่ราคาพันต้นๆ ก็ได้ของดีมาใช้งานแล้วและรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบสายและ Bluetooth เลย และถ้าเพิ่มเงินมาอีกนิดหน่อยก็จะมีรุ่นเกมมิ่งให้เกมเมอร์ซื้อไปต่อคอมหรือเครื่องคอนโซลที่บ้านได้ด้วย แต่สังเกตว่าหลายๆ รุ่นจะไม่รองรับการใช้ซอฟท์แวร์ปรับตั้งค่าตัวหูฟังเหมือนกับตัว Logitech ดังนั้นก่อนจะซื้อผู้เขียนแนะนำให้ดูรูปแบบการใช้งานของตัวเองก่อน ว่าต้องการใช้แบบง่ายๆ ต่อเครื่องแล้วลุยเลยหรือชอบตั้งค่าให้ถูกจริตของตัวเองมากกว่า ซึ่งถ้าเลือกและตัดสินใจได้แล้วค่อยซื้อก็ไม่สายเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

bthead cover

tws 2 cover

bt headphone cover

from:https://notebookspec.com/web/631587-6-gaming-headphone-gamer-should-have

SOUL แบรนด์หูฟังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว EMOTION PRO และ EMOTION MAX

SOUL แบรนด์หูฟังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัวหูฟังประสิทธิภาพสูง EMOTION PRO และ EMOTION MAX มาพร้อมกับฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน และดีไซน์สุดเก๋ ด้วยหูฟัง 2 แบบ ไร้สาย EMOTION PRO และหูฟังแบบครอบหู EMOTION MAX  มาพร้อมกับเทคโนโลยี Noise Cancelling (การตัดเสียงรบกวน) และ Wireless Innovation (นวัตกรรมแบบไร้สาย) สามารถเชื่อมต่อได้หลายอุปกรณ์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ ด้วยฟีเจอร์ที่ครบทุกมิติของการใช้งาน มีประสิทธิภาพสูง และคุ้มค่าต่อการเป็นเจ้าของ ด้วยราคาที่จับต้องได้ EMOTION PRO ราคาเพียง 4,290 บาท และ EMOTION MAX ราคาเพียง 3,990 บาท 

SOUL เปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2010 โดยเริ่มต้นจากการ จับมือกับลูดาคริส  ในปี 2010 นักแสดงและศิลปินแร็ปชื่อดังจากอเมริกา เจ้าของ 3 รางวัลแกรมมี่ ร่วมออกแบบหูฟังตัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling) รุ่น SOUL By Ludacris SL300 หูฟังในตำนานที่เป็นการสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจของคริส ศิลปินที่มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงรวมถึงมีประสาทการรับฟังที่ดีเยี่ยม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หูฟังที่ช่วยเปิดประสบการณ์ที่ดีในการฟังเพลงเป็นอย่างมาก 

EMOTION PRO

EMOTION PRO สร้างโลกความบันเทิงได้ใน ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ได้ถึง 36 ชั่วโมงต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับการสนทนา และการรับฟังเพื่อความบันเทิงทุกรูปแบบ ด้วยดีไซน์ที่มาพร้อมกับการติดตั้งระบบไมโครโฟนมาให้ถึง 6 ตัว โดยติดตั้งข้างละ 3 ตัว ทำให้สามารถใช้งานหูฟังด้วยประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระบบ Hybrid Active Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวน อีกทั้งยังใช้ระบบความหน่วงสัญญาณต่ำ (Low Latency) เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ในเวลาเดียวกัน จึงตัดปัญหาเสียงไม่ตรงกับภาพ ในระหว่างสนทนา ดูคอนเทนต์ หรือเล่นเกมได้ ให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในแบบของตัวเองได้อย่างเต็มที่ 


SOUL Emotion Pro Collection

  • Hybrid Active Noise Cancelling ลดเสียงบกวนได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานนอกบ้าน
  • Crystal Clear Calls เสียงสนทนาชัดใสด้วยไมค์คุณภาพสูง
  • 40mm Driver paired with AptX and AAC codec มอบคุณภาพเสียงระดับสูง
  • Wireless Charging เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานระหว่างวัน
  • ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง 36 ชั่วโมง ตอบโจทย์ชีวิตนอกบ้านของคนยุคใหม่ 
  • ฟังเพลง ดูคอนเทนต์ และสนทนาไปด้วยได้ถึง 20 ชั่วโมง ด้วย ANC function
  • Multipoint Connection ดึงฟีเจอร์เด่นรุ่นใหญ่มาใส่ให้เชื่อมต่อได้หลายอุกรณ์
  • Personalised App ปรับแต่งรูปแบบเสียงผ่านแอปอย่างง่ายดายในแบบที่เป็นคุณ

EMOTION MAX  

การออกแบบ Emotion Max ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียง ผสานดีไซน์ Ergonomic ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลงแบบจริงจังหรือเพื่อการผ่อนคลายแบบไร้เสียงรบกวนภายนอก พร้อมติดตั้งไมโครโฟนคู่สำหรับการสนทนาออนไลน์ พร้อมใช้งานในหลากหลายไลฟ์สไตล์ได้ถึง 38 ชั่วโมง ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมทั้งการเรียน  อ่านหนังสือ ทำงาน การเล่นเกมเป็นทีม  หรือการออกกำลังในยิม เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการสื่อสารระหว่างกัน ด้วยระบบ Active Noise Cancellation และAudio Transparency mode ระบบบลูทูธที่สามารถรับสาย ฟังเพลง และรับการแจ้งเตือนต่างๆจาก 2 อุปกรณ์ได้ในเวลาเดียวกัน 

SOUL Emotion Max Collection

  • Active Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • Qualcomm® CvCTM 8.0 มอบเสียงที่ชัดเคลียร์ใส ไร้คลื่นรบกวน
  • 40mm Driver paired with AptX and AAC codec มอบคุณภาพเสียงระดับสูงบนทุกความถี่
  • ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 38 ชั่วโมง ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลงหรือการสนทนา พร้อมระบบ USB-C Quick Charge 
  • Bluetooth Multipoint Technology เชื่อมต่อได้หลายอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย
  • Additional Mesh Earpad เพิ่มชั้นตาข่ายให้สวมสบายมากขึ้น


ในฐานะแบรนด์หูฟังและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก SOUL มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้วิสัยทัศน์ “Keep Going” มาพร้อมกับ 3 องค์ประกอบ Power, Clarity และ Comfort อีกทั้งตอบรับต่อความต้องการ และคุณค่าทางจิตใจของผู้ฟังทุกคนมากว่า 10 ปีจนถึงปัจจุบัน 

ในปี 2014 SOUL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ K-POP และ LOOP ที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกโดยร่วมกับศิลปิน K-POP ชื่อดังจากค่ายยักษ์ใหญ่ YG ENTERTAINMENT อย่าง BIG BANG และ PSY เจ้าของผลงาน “Gangnam Style” เป็นการสร้างปรากฎการณ์ของวงการเพลงเอเชียในช่วงเวลานั้น ด้วยหูฟังสีนีออนที่เป็นการสื่อถึงแฟชัน POP Culture ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้หูฟัง SOUL กลายเป็นไอเท็มสำคัญของหนุ่มสาวเกาหลีไปในทันทีล่าสุดปี 2021 SOUL เปิดตัวหูฟังไร้สาย หูฟังแบบครอบหู ด้วยราคาที่จับต้องได้ EMOTION PRO ราคาเพียง 4,290 บาท และ EMOTION MAX ราคาเพียง 3,990 บาท  มาพร้อมกับสีสุดคลาสสิก สีดำ สีน้ำเงิน และสีเบจ 


นอกจากนี้ SOUL ยังนำเสนอหูฟังหลากหลายซีรี่ส์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ไม่จำกัดทั้ง S-FIT, S-NANO, S-GEAR อีกทั้งยังมีลำโพง S-STORM ลำโพงระบบบลูทูธที่มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำและลอยน้ำได้ พร้อมมอบความบันเทิงในทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ. สามารถสัมผัสประสบการณ์การฟังเพลงไปกับหูฟัง SOUL ได้แล้ววันนี้ ผ่านศูนย์จำหน่ายเครื่องเสียงของอัศวโสภณ ผู้นำเข้าหูฟัง SOUL อย่างเป็นทางการในประเทศไทย 

รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับสินค้า เข้าไปดูได้ที่ https://www.asavasopon.co.th/page/Soul-th

 

ข่าว: SOUL แบรนด์หูฟังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว EMOTION PRO และ EMOTION MAX มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/american-headphone-brand-soul-launches-emotion-pro-and-emotion-max/

หูฟังออกกำลังกาย 7 หูฟังไร้สาย เสียงเร้าใจ แบตอึด ใช้ได้นาน กันน้ำได้ 2021

หูฟังออกกำลังกาย 7 รุ่น เพิ่มความสนุกให้กับการวิ่ง ฟิตเนส หรือ Workout แบตอึด กันน้ำกันฝุ่น เสียงดี รับสายได้ เป็นทุกอย่างให้แล้ว

หูฟังออกกำลังกาย
ที่มา: Music photo created by senivpetro – www.freepik.com” class=”rank-math-link”>Freepik

หูฟังออกกำลังกาย กลายเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตติดชาร์ท สำหรับคนที่ชอบกิจกรรมแบบ Outdoor รวมถึงการวิ่งออกกำลัง เพื่อช่วยให้ไม่เบื่อ หรือต้องการความเป็นส่วนตัว โดยบางคนอาจชอบฟังเพลง หรือดนตรีที่ช่วยปลุกเร้าให้รู้สึกอยากวิ่ง หรือบางคนชอบก็ใช้ในการฟัง Podcast และแน่นอนว่า การฟังเพลงของหลายๆ คน ทำให้มีจังหวะในการออกกำลัง เดิน วิ่งหรือแม้กระทั่งการทำงานอีกด้วย ซึ่งมีส่วนในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการคาร์ดิโอ หรือแค่การวิ่งเหยาะๆ ในช่วงเช้าหรือเย็นก็ตาม รวมไปถึงเพลงที่กระตุ้นการ Workout ได้ดียิ่งขึ้น บางเพลงถึงกับแนะนำเอาไว้สำหรับ Heart rate แต่ละโซนอีกด้วย แต่หลายคนก็ใช้เพื่อการสนทนา เพื่อไม่ให้พลาดสายสำคัญ แม้ว่าจะอยู่ในช่วง Workout ก็ตาม หูฟังไร้สายจึงกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

แต่หูฟังที่ใช้ในการออกกำลังเหล่านี้ ก็มีก็มีให้เลือกหลายรูปแบบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น In-ear, True Wireless หรือจะเป็น Headset แต่ปัจจัยสำคัญนั่นคือ การเชื่อมต่อ เพราะหูฟังที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การไม่ใช้สายต่อพ่วงเลย หรือเป็นแบบไร้สาย ดูจะเหมาะสมและสะดวกมากที่สุด และที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ การเชื่อมต่อด้วยสัญญาณบลูทูธ เพราะเชื่อมต่อง่าย ให้ระยะในการเชื่อมต่อได้ไกล และยังใช้งานได้นาน กินพลังงานน้อย ทำให้หูฟังในท้องตลาดส่วนใหญ่ เป็นรูปแบบของ Bluetooth ซึ่งมีทั้ง 4.0, 5.0 และ 5.2 ในปัจจุบัน

Advertisementavw

สิ่งที่ใช้ในการเลือกหูฟังออกกำลังกาย

รูปแบบที่ถนัด: เพราะคุณจะต้องใช้งานไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหว รวมถึงชนิดกีฬาที่คุณเล่น ต้องใช้สะดวกมากที่สุด หูฟังออกกำลังกาย จะเป็นแบบ In-ear, Headset, Ear, True Wireless, หรือจะเป็นแบบคล้องคอ หรือมีขอเกี่ยวหู เป็นต้น แต่ละแบบมีดีต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผู้ใช้และความถนัด

หูฟังออกกำลังกาย
ที่มา: EDIFIER

ต้องกันน้ำได้ดีในระดับหนึ่ง: วัตถุประสงค์หลักของการกันน้ำ อยู่ที่การกันเหงื่อเป็นสำคัญ เพราะโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ตลอดเวลา หูฟังควรต้องมีความทนทานในระดับหนึ่ง กันน้ำ กันเหงื่อ อย่างเช่น การล้างหน้า การสาดน้ำ เพื่อลดความร้อน หรือบางคนก็ใช้ในการวิ่งเทรล และวิ่งมาราธอน ซึ่งอาจจะเจอช่วงฟ้าฝนไม่เป็นใจสาดมาบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก แต่หูฟังบางค่ายก็ออกแบบมาเพื่อการว่ายน้ำได้อีกด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ราคาก็สูงขึ้นไม่น้อย

หูฟังออกกำลังกาย
ที่มา: SONY

น้ำหนักเบา สวมใส่ง่าย พกพาสะดวก: ขนาดและน้ำหนัก ก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้คุณจะใช้ในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังวันละ 1-2 ชั่วโมง แต่อย่าลืมว่า คุณก็จะต้องสวมเอาไว้ตลอดเวลา ควรจะเป็นวัสดุที่เบา ไม่ระคายเคือง ไม่เจ็บหูหรือหนีบศีรษะเกินไป หรือพกพาไม่สะดวก เพราะบางคนก็ไม่ได้ออกกำลังแถวบ้าน ต้องเดินทางไปสนามกีฬา หรือสวนสาธารณะตามสะดวก การที่พกไปยาก คล้องคอไม่สบาย หรือหนักเกินไป ก็คงไม่เหมาะนัก

แบตอึดใช้งานได้นาน: แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงจะใช้กันแบบข้ามวันข้ามคืน เพราะหูฟังออกกำลังกายเหล่านี้ มีขนาดเล็ก และต้องสวมสบาย แบตใหญ่ก็คงไม่สะดวก แต่อย่างน้อย ให้การเชื่อมต่อและเล่นต่อเนื่องได้นานพอ ต่อการออกกำลังกายในแต่ละวัน อย่างไรก็ดีหูฟังในกลุ่ม True Wireless หลายรุ่น ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง และมีการชาร์จที่เร็วอีกด้วย

เชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน หรือเครื่องเล่นที่ใช้อยู่ได้ง่าย: เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะถ้าจะพกหูฟังไปออกกำลังกายทั้งที ต้องมานั่ง Pair กันใหม่ทุกรอบ ก็คงจะน่าเบื่อ ต้องขอบคุณเทคโนโลยี Bluetooth เวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่ทำให้การเชื่อมต่อรวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น แต่เชื่อมต่อเพียงครั้งเดียวในครั้งแรก ครั้งต่อไปเปิดบลูทูธที่มือถือ และหูฟัง ก็เชื่อมต่อกันได้อัตโนมัติแล้ว


หูฟังออกกำลังกาย ไร้สาย 7 รุ่น

  1. Plantronics Blackbeat Fit 3200
  2. AFTERSHOKZ OpenMove
  3. JBL Endurance Dive
  4. SONY WF-SP800N
  5. SoundMAGIC ST80
  6. EDIFIER NEOBUDS PRO
  7. Beats Powerbeats High Performance

1.Plantronics Blackbeat Fit 3200

หูฟังออกกำลังกาย

Plantronics Backbeat Fit 3200 หูฟังออกกำลังกายไร้สายในแบบ True Wireless กระทัดรัด กันน้ำ กันฝุ่นได้ดี สวมใส่สบาย ซึ่งค่ายนี้ เป็นผู้ชำนาญด้านหูฟังมายาวนาน ในรุ่น Backbeat นี้ ก็ถือเป็นเรือธงอีกรุ่นหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมมายาวนาน จุดเด่นอยู่ที่ความทนทานระดับ IP57 พอจะกันละอองน้ำ และใช้ในพื้นที่ฝุ่นละออง เช่นการวิ่งสตรีทรันได้สบาย ออกแบบมาเป็นพิเศษในสไตล์แบบ In-ear ซึ่งมีที่คล้องหู และซิลิโคนที่นุ่มนวล ทำให้สวมใส่สบาย เสียงเบสค่อนข้างลึกและแน่น ให้ความดังของเสียงได้ดีในระดับหนึ่ง แต่จะที่น่าสนใจก็คือ ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีทีเดียว และยังปรับ Preset ของ Equalizer ได้อีกด้วย การเชื่อมต่อเป็นแบบ Bluetooth 5.0 วัสดุมีความพรีเมียม พกพาสะดวก ใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง พร้อมกับระบบค้นหาหูฟัง เมื่อหล่นสูญหาย และยังรับสายขณะที่ออกกำลังกายได้อีกด้วย การชาร์จเป็นแบบใช้ร่วมกับกล่องเก็บและชาร์จไฟได้ในตัว สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 5,990 บาท

จุดเด่น

  • เป็นแบบคล้องหู แต่แยกชิ้นซ้าย-ขวา ใช้สะดวก
  • ขนาดกระทัดรัด พกพาง่าย
  • ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง
  • ควบคุมการทำงานผ่านหูฟังได้เลย

ข้อสังเกต

  • เป็นแบบ Earbud ขึ้นอยู่กับความเคยชินของผู้ใช้
Plantronics Blackbeat Fit 3200
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP57
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ True Wireless
ระยะเวลาการใช้งาน 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 5,500 บาท

2.AFTERSHOKZ OpenMove

หูฟังออกกำลังกาย

AFTERSHOKZ หูฟังไร้สายที่เหมาะกับการออกกำลังกาย โดยมีรูปแบบการทำงานแบบ Bone Conduction สำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นกับการออกกำลังกาย แต่ไม่ชอบการใช้ In-ear หรือการใส่เข้าไปในหู เพื่อลดความรำคาญ เมื่อมีเหงื่อออกมากๆ โดยหูฟังรุ่นนี้ ข้อดีคือ คุณจะได้ยินเสียงรอบข้างไปพร้อมๆ กัน จึงเหมาะกับการเดินสตรีทในเมืองหรืออยากจะพูดคุยกับคนรอบข้างได้ด้วย เมื่อไปออกกำลังพร้อมกับเพื่อนๆ ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา มีปุ่มแบบมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมการทำงาน เปลี่ยนเพลง เพิ่ม-ลดเสียง รับสาย วางสาย มีไมโครโฟนมาในตัว ให้การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 ความทนทานอยู่ในระดับ IP55 กันละอองน้ำกันฝุ่นในชีวิตประจำวันได้ดี โครงสร้างจะเป็นแบบคล้องกับใบหู และคล้องด้านหลังคอ แต่ไม่รู้สึกรำคาญขณะวิ่ง สนนราคาประมาณ 2,990 บาท

จุดเด่น

  • ได้ยินเสียงรอบข้างได้ถนัดกว่า
  • คล้องกับใบหู เคลื่อนไหวได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหลุด
  • ใช้งานได้นานถึง 6 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • เป็นระบบการเสียงแบบสั่นสะเทือน ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้แต่ละคน
AFTERSHOKZ OpenMove
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP55
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ Bone Conduction
ระยะเวลาการใช้งาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 2,990 บาท

3.JBL Endurance Dive

หูฟังออกกำลังกาย

JBL รุ่นนี้เป็นหูฟังออกกำลังกายในสไตล์ของ Sport เพื่อการออกกำลังที่เข้มข้นขึ้น เพราะนอกจากเป็นแบบคล้องหู ที่ดูแน่นหนามากขึ้นแล้ว ยังให้สีสันที่ดูสปอร์ต วัสดุส่วนใหญ่เป็นแบบซิลิโคนที่นุ่มนวล และให้ความทนทานในระดับ IPX7 การทนต่อแรงน้ำได้ดีขึ้น จึงทำให้ใช้เล่นกีฬาทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ เจ๊ตสกีหรือพายเรือคายักได้ มาพร้อมฟีเจอร์ TwistLock และ FlexSoft ซึ่งช่วยให้การจับยึดกับใบหูแน่นหนา และมีน้ำหนักเบา การควบคุมเสียง Play-Pause ทำผ่านตัวหูฟังได้ง่าย ด้วยการสัมผัสเท่านั้น โดยพื้นฐานจะยังเป็นแบบ Ear-plug เสียบเข้าไปในหู ใครที่ชอบสไตล์แบบนี้ก็ดูน่าสนใจ เคาะราคาอยูที่ 3,390 บาท

จุดเด่น

  • สีสันสดใสมีให้เลือก
  • เป็นแบบ In-ear มีความกระชับ
  • ความทนทานระดับ IPX7
  • มาพร้อมตัวล็อคคล้องหู

ข้อสังเกต

  • มีเป็นสายคล้อง อาจไม่ได้เหมาะกับกีฬาบางประเภท
JBL Endurance Dive
การเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2
ความทนทาน IPX7
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ Ear hook
ระยะเวลาการใช้งาน 7 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 3,390 บาท

4.SONY WF-SP800N

หูฟังออกกำลังกาย

หูฟังไร้สายในแบบ Earbud ที่มีทั้งความกระทัดรัด ความทนทาน และใช้งานได้ค่อนข้างสะดวกเลยทีเดียว ดีไซน์ได้ล้ำสมัย จุดสัมผัสเป็นวัสดุเนื้อนิ่ม มีตัวล็อคให้เข้ากับโครงสร้างด้านในหู ที่เรียกว่า ARC 2 ทำให้คนที่เล่นกีฬาที่หนักหน่วงขึ้น เช่น การฟิตเนส ยกน้ำหนัก หรือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ด้านในที่เป็น Earbud เป็นยางซิลิโคน มีให้เลือกถึง 5 ขนาด เพื่อความกระชับ และลดเสียงรบกวนได้ดี โดยทาง Sony เคลมการใช้งานได้ที่ 9 ชั่วโมงสำหรับหูฟังที่ชาร์จไฟเต็ม ยังไม่รวมแบตจากกล่องชาร์จจะช่วยให้ใช้งานต่อได้ มีเบสที่แน่น และ Sound stage กว้าง รับสายได้ในนิ้วเดียว และฟีเจอร์ที่ใช้การแตะเบาๆ ที่หูฟัง เพื่อฟังเสียงรอบข้าง โดยไม่ต้องถอดสายออกได้อีกด้วย SONY WF-SP800N สนนราคาอยู่ที่ 5,990 บาท

จุดเด่น

  • มีจุกยาง Ear tip มาให้ถึง 5 ขนาด
  • สวมกระชับ เพราะมีตัวล็อคกับด้านในใบหู
  • ใช้งานได้นานถึง 9 ชั่วโมง
  • Sound stage ที่กว้าง
  • แตะหูฟังเพื่อคอนโทรล

ข้อสังเกต

  • เป็นแบบ IP55 กันฝุ่นและละอองน้ำในเบื้องต้น
SONY WF-SP800N
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP55
ย่านความถี่ 4-40000Hz
รูปแบบ Earbud
ระยะเวลาการใช้งาน 9 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 5,990 บาท

5.SoundMAGIC ST80

หูฟังออกกำลังกาย

หูฟังออกกำลังกาย SoundMAGIC ในสไตล์สปอร์ต เล่นกีฬาก็ได้ ใช้ในชีวิตประจำวันก็ดี มาในรูปลักษณ์ทันสมัย และมาในแบบ Ear hook ที่ดูสนุกสนาน เพราะคุณสามารถปรับเลื่อนระดับการหมุน สูง-ต่ำของตัวเกี่ยวนี้ได้เอง แต่จุดเด่นคือ การใช้งานได้ทั้งแบบไร้สาย ในช่วงเวลาที่ต้องการความคล่องตัว เร่งรีบ หรือใช้สายต่อเข้ากับ ซิลิโคน Ear tip ที่มีให้เลือกทั้งแบบ Sport ที่ต้องเคลื่อนไหว และแบบพื้นฐาน ใช้ในชีวิตประจำวัน โครงสร้างหลักเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย ความทนทานอยู่ในระดับ IPX6 ควบคุมการทำงานผ่านสาย ไม่ว่าจะลด-เพิ่มเสียง หรือการรับสาย เป็นต้น ใช้งานได้นาน 16 ชั่วโมง ด้วยแบต 200mAh ราคาอยู่ที่ 2,990 บาท

จุดเด่น

  • ดีไซน์ทันสมัย ใช้ได้ทั้งการทำงานและออกกำลัง
  • การควบคุมผ่านทางตัวสายเป็นหลัก
  • ได้มาตรฐาน IPX6 มีความทนทาน
  • ให้ย่านเสียงที่กว้าง

ข้อสังเกต

  • ขนาดค่อนข้างใหญ่ และชิ้นส่วนที่เป็นข้อต่อมากขึ้น
SoundMAGIC ST80
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IPX6
ย่านความถี่ 15-22000Hz
รูปแบบ Ear hook
ระยะเวลาการใช้งาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 2,990 บาท

6.EDIFIER NEOBUDS PRO

หูฟังออกกำลังกาย

EDIFIER รุ่นนี้ เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังเบาๆ วิ่งใกล้บ้าน หรืออยู่บนเครื่องเล่นในยิม และอยากได้หูฟังที่พกพาสะดวก ใส่แล้วไม่เกะกะ ทนเหงื่อทนฝุ่นได้ดี หูฟังรุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ ด้วยการเป็นหูฟังแบบ In-Ear ควบคุมการทำงานด้วยการสัมผัส จะเล่นเกมหรือดูหนังบนมือถือ ก็ให้เสียงได้จัดจ้าน ให้จุกหูฟังซิลิโคน 7 ขนาด เป็นแบบป้องกันแบคทีเรีย อีกทั้งได้การรับรอง Hi-Res Audio Certificated เรื่องของเสียงที่มีรายละเอียด เหมาะทั้งการฟังและสนทนา พร้อมโหมด Active Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ ให้ไดรเวอร์ 2 รูปแบบ เพื่อความบันเทิงในการใช้งานต่างๆ พร้อมกันนี้ยังมีแอพพลิเคชั่น ในการจัดการหูฟัง ปรับแต่งเสียงและลูกเล่นได้สะดวกอีกด้วย ตัวหูฟังรองรับการชาร์จเร็ว และใช้งานได้นานถึง 6 ชั่วโมง ราคาอยู่ที่ 3,990 บาท

จุดเด่น

  • เป็นแบบ In-ear พกพาสะดวก
  • ให้คุณภาพเสียงที่ดีในด้านความบันเทิง
  • มีโหมด ANC ตัดเสียงรบกวน
  • มีกล่องชาร์จ เพิ่มระยะการใช้งานได้นานขึ้น

ข้อสังเกต

  • มาตรฐาน IP54 กันฝุ่นและละอองน้ำในเบื้องต้นเท่านั้น
EDIFIER NEOBUDS PRO
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IP54
ย่านความถี่ 20-40000Hz
รูปแบบ In-Ear
ระยะเวลาการใช้งาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 3,990 บาท

7.Beats Powerbeats High Performance

Beats Powerbeats High Performance

Beats Powerbeats หูฟังไร้สายแนวสปอร์ตแบบ ที่มี Ear hook แขวนกับใบหู และชุดหูฟังแบบ In-ear ทนต่อเหงื่อ น้ำ และฝุ่นจากการออกกำลังกายที่หนักหน่วงได้ดี เหมาะกับกีฬาในหลายประเภท โดยรุ่นนี้ จัดเป็นตัวเกือบท็อปของ Beast Powerbeats และเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 15 ชั่วโมงด้วยกัน รองรับการสั่งงานด้วยเสียง ชาร์จไว ความโดดเด่นเป็นเรื่องของเสียงเบสที่แน่น และนุ่มนวล ควบคุมการทำงานผ่านตัวหูฟังได้ รับสาย เพิ่ม-ลดเสียง มาพร้อมจุกซิลิโคน 4 ขนาด และเคสสำหรับชาร์จไฟในตัว ใครที่เป็นชาวอีสปอร์ต ก็ยังนำมาใช้เป็นหูฟังเล่นเกม ได้เสียงเอฟเฟกต์หนักๆ พร้อมกับการสนทนากับเพื่อนร่วมทีมได้ในตัว สนนราคาอยู่ที่ 4,990 บาท

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา
  • ใช้งานได้นาน แบตอึด
  • มี Ear hook คล้องหูได้แน่น ไม่หลุดง่าย

ข้อสังเกต

  • เป็นแบบสายคล้องอาจไม่เหมาะกับกีฬาบางชนิด
Beats Powerbeats High Performance
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ความทนทาน IPX4
ย่านความถี่ 20-20000Hz
รูปแบบ In-Ear
ระยะเวลาการใช้งาน 15 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ราคา 4,990 บาท

Conclusion

Plantronics Blackbeat Fit 3200 AFTERSHOKZ OpenMove JBL Endurance Dive SONY WF-SP800N SoundMAGIC ST80 EDIFIER NEOBUDS PRO Beats Powerbeats High Performance
การเชื่อมต่อ BT 5.0 BT 5.0 BT 4.2 BT 5.0 BT 5.0 BT 5.0 BT 5.0
ความทนทาน IP57 IP55 IPX7 IP55 IPX6 IP54 IPX4
ย่านความถี่ 20-20000Hz 20-20000Hz 20-20000Hz 4-40000Hz 15-22000Hz 20-40000Hz 20-20000Hz
รูปแบบ True Wireless Bone Conduction Ear hook Earbud Ear hook In-Ear In-Ear
เวลาการใช้ 8 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 7 ชั่วโมง 9 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 15 ชั่วโมง
ราคา 5,500 บาท 2,990 บาท 3,390 บาท 5,990 บาท 2,990 บาท 3,990 บาท 4,990 บาท

สำหรับคนที่ชอบการออกกำลัง การเลือกหูฟังออกกำลังกาย ที่เหมาะสมและสะดวกในการใช้งาน ก็มีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถ รวมถึงการเผาผลาญพลังงานได้อย่างเพลิดเพลินใจในแต่ละครั้งได้ไม่น้อย ซึ่งตัวเลือกก็มีให้เห็นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบคล้องหู In-Ear หรือจะเป็นแนวอื่นๆ แต่สิ่งที่อยากให้เน้นคือ เรื่องของความกระชับ น้ำหนักที่พอดี และใช้งานได้นาน เพราะคุณจะไม่ต้องเสียอารมณ์ในระหว่าง Workout หรือเวลาที่วิ่ง การตัดเสียงรบกวนได้ก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย กับการรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบข้างไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความทนทานต่อน้ำ ฝน ฝุ่น ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนเรื่องของรูปลักษณ์และสไตล์ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคุณเป็นหลัก เอาเป็นว่าเลือกมาสักรุ่น แล้วไปออกกำลังกันดีกว่าครับ

from:https://notebookspec.com/web/624993-wireless-headset-workout-2021